Politics

Civil disobedience is the active refusal to obey certain laws, demands and commands of a government, or of an occupying power, without resorting to physical violence. It is one of the primary tactics of nonviolent resistance. In its most nonviolent form (known as ahimsa or satyagraha) it could be said that it is compassion in the form of respectful disagreement.

ที่มา : en.wikipedia.org/wiki/Civil_disobedience ส่วนภาษาไทยดูที่ : th.wikipedia.org/wiki/ดื้อแพ่ง

อารยะขัดขืน คือ การปฏิเสธที่จะยอมรับ กฎหมายบางฉบับ , คำสั่งและข้อเรียกร้องของรัฐบาล หรือ อำนาจการปกครอง โดยปราศจากวิธีการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ซึ่งถือเป็นยุทธวิธีสำคัญในการต่อต้าน(รัฐบาล)โดยไม่ใช้ความรุนแรง รูปแบบการเคลื่อนไหวโดยปราศจากความรุนแรงส่วนมาก (อหิงสา หรือ สัตยาเคราะห์) อาจพูดได้ว่า คือ ความเห็นอกเห็นใจ ที่แสดงออกในรูปแบบของการไม่เห็นด้วย แต่ก็ยังให้เกียรติกันและกัน

คำวิงวอน : ถ้าคุณจะอ่านต่อ กรุณาอ่านให้จบทุกตัวอักษร ถ้าจะแสดงความคิดเห็น กรุณาพิมพ์อย่างมีสติ และถ้าจะด่า กรุณาสบถในใจ!

หลายปีก่อน ผมเคยได้ยินคำว่า ดื้อแพ่ง หรือ อารยะขัดขืน หรือ Civil disobedience ในวิชา ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมือง ของคณะรัฐศาสตร์ และได้ยินอีกครั้งเมื่ออ่านงานของ Henry David Thoreau แต่ทุกวันนี้ คนบางส่วนในสังคมไทยหยิบคำนี้มาใช้ในความหมายที่แตกต่างจากที่ผมเข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบสันติวิธี

ผมไม่ได้เข้าใจเรื่องอหิงสาหรือสันติวิธีมากนัก จำได้แค่ว่า นี่เป็นปรัชญาของการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา คือ ยอมสละชีวิตตนเองได้ แต่ไม่ยอมโต้ตอบใครด้วยความรุนแรง ผมเคยดูในสารคดีเกี่ยวกับมหาตมะคานธี จำได้ว่ามีภาพผู้เดินขบวนในอินเดียถูกตำรวจทหารทุบตีจนเลือดตกยางออกและลงไปกองกับพื้น แต่คนเหล่านั้นไม่โต้ตอบใดๆกลับไปเลย ไม่ทำแม้แต่จะยกมือขึ้นมาปัดป้องศีรษะที่กำลังถูกกระหน่ำตี... นี่คือความกล้าหาญที่จะแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองได้อย่างน่าเลื่อมใส (แต่คงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น)

อารยะขัดขืน ไม่ได้มองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู ขบวนการสัตยาเคราะห์ของมหาตมะคานธี ก็ไม่เคยประนามรัฐบาลอังกฤษ (เจ้าอาณานิคมตอนนั้น) ว่าเลวทรามต่ำช้าอย่างไร ไม่แม้แต่จะดูถูกเหยียดหยามเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กำลังทำร้ายพวกตน เพราะทุกคนเพียงแต่ทำหน้าที่หรือแสดงจุดยืนทางการเมืองของตนเอง ขบวนการสัตยาเคราะห์ไม่ได้เกิดจากการปลุกปั่นมวลชนด้วยวิธีการประนามฝ่ายตรงข้าม แต่มันค่อยๆก่อตัวขึ้นมาจาก ความศรัทธา ที่ตระหนักถึงหน้าที่ของตนในการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อทำให้สังคมดีขึ้น นี่คงเรียกได้ว่า การขัดขืนอย่างผู้มีอารยะกระมัง?

อาจารย์ของผมท่านหนึ่งเคยบอกว่า "จุดยืนก็อยู่ที่ตีนไง!" ผมเชื่อแบบนั้น เพราะในแต่ละวันผมต้องเดินไปโน่นมานี่ตลอด จุดยืนของผมก็เลยเปลี่ยนตามส้นเท้าไปเรื่อยๆ แต่จุดนึงที่ผมไปยืนกับเค้าไม่ได้แน่ๆ คือ การเป็น อนารยะขัดขวาง ที่เดินไปปิดถนนที่โน่นที่นี่ เหมือนพวกตนเป็นเจ้าของเมือง โดยไม่เคยแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจผู้คนที่ต้องสัญจรไปมาในเส้นทางนั้นๆเลย ผมอยากได้ยินคำขออนุญาตปิดถนนบ้างน่ะ ไม่เห็นมีใครเคยถามพวกเราที่เป็นเจ้าของถนนเหมือนกันเลยว่า เราเต็มใจยกถนนให้พวกเค้าปักหลักกันรึเปล่า? (ยังไม่ต้องถามถึงเรื่องยึดทำเนียบรัฐบาลด้วยซ้ำไป)

แล้วก็... กรุณาอย่ากล่าวหาคนที่เค้าไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้อง ว่าเป็น พวกทักษิณขายชาติ ไปซะทุกคนนะครับ ใช้สติแยกแยะนิดนึง โลกมันกว้างเกินกว่าจะมีทางเลือกแค่ 2 ข้าง อย่าฟังแต่คนที่พูดบนเวทีอย่างเดียว เพราะผมเองก็พูดได้เต็มปากว่า ไม่ได้ชอบและไม่เคยเลือกรัฐบาลสมัคร(หรือทักษิณ) แต่พันธมิตรกำลังทำให้ผมรู้สึกเห็นใจรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาแล้วน่ะสิ!

Civil Disobedience or Uncivilized Obstruction

ผมอยากรู้จริงๆว่า ถ้าเราไม่ชอบการกินเนื้อหมู แล้วเราจำเป็นต้องไปบุกยึดเขียงหมูในตลาดรึเปล่า? มันเกินกว่าเหตุไปหน่อยนะ NBT เป็นแค่คนขายหมูของรัฐบาลครับ ส่วน ASTV เป็นคนขายไก่ให้กับอีกฝ่ายนึง เรื่องความเป็นกลางของสถานีโทรทัศน์ทั้งสองแห่งเป็นอย่างไรนั้น ผมไม่ขอออกความเห็น... เพราะชอบดูละครเกาหลีมากกว่า

ปล. ผมรู้ว่าคงไม่ค่อยมีใครเข้ามาอ่าน แต่ขออนุญาตให้ผมได้แสดงความคิดเห็นไว้ที่นี่นิดนึงนะครับ เพราะผมไม่กล้าออกไปยึดทำเนียบฯ!

นายเหลี่ยม เป็น นายทุนใหญ่ หนุน นายด้าน จนได้เป็น ผู้ใหญ่บ้าน

นายดื้อ รู้ทัน จึงขวางทุกทาง ไม่ให้นายเหลี่ยมกับนายด้านบริหารหมู่บ้านต่อไป

นายด้านระดมเสียงขอแก้กฎ เพื่อให้ตัวเองได้เป็นผู้ใหญ่บ้านไปนานๆ

นายดื้อระดมคนออกมาขวางกลางถนน ใครแก้กฎมันต้องบรรลัย!

นายด้านอ้างกฎ ที่ให้สิทธิแก้ไขกฎ

นายดื้อก็อ้างกฎ ที่ให้สิทธิค้านการแก้กฎ

นายเงียบ ไม่อ้างอะไร เพราะ กฎ มันก็แค่ กด มนุษย์ตดเหม็นเขียนขึ้นมาเองทั้งนั้น

...

นายเหลี่ยมเห็นท่าไม่ดีจึงสั่งถอย ให้นายด้านรอจังหวะทีเผลอ ค่อยรุกต่อไป

นายดื้อเปลี่ยนประเด็น ยังไม่ยอมถอย จะขวางถนนจนกว่า นายด้านและนายเหลี่ยมจะฉิบหายไปตามๆกัน

นายเงียบไม่พูดอะไร เอาเวลาไปเลี้ยงควาย ทำไร่ทำนา ดีกว่า...

...

ไม่พูด ไม่ได้แปลว่า โง่ ใครๆก็รู้ว่า นายเหลี่ยมใหญ่ขนาดไหน

ไม่พูด ไม่ได้แปลว่า กลัว แม้นายเงียบจะไม่เคยชอบนายเหลี่ยมและนายด้าน แต่คนกลุ่มใหญ่ในหมู่บ้านเลือกนายด้านมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ทั้งๆที่รู้ว่านายเหลี่ยมอยู่เบื้องหลังนายด้าน แต่นายด้านก็เข้ามา (ตามกฎ) โดยผ่านการเลือกตั้งที่ชาวบ้านยอมรับ แต่ไม่ได้รับรองว่า นายด้านจะเป็นคนดีมีคุณธรรม ส่วนนายดื้อก็มีสิทธิอันชอบธรรม (ตามกฎ) ที่จะชุมนุม แต่ไม่ได้หมายความว่า นายดื้อมีสิทธิปิดถนน จนทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน และดูเหมือนตอนนี้ นายดื้อจะใช้เพียงความดื้อและความเกลียดชังนายเหลี่ยม มาเป็นเงื่อนไขในการขับไล่นายด้าน โดยไม่เปิดโอกาสให้นายด้านได้ทำงานพิสูจน์ฝีมือก่อน ถ้านายด้านไม่มีน้ำยาจริงๆ นายเงียบจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมขับไล่!

นายเงียบอิจฉาหมู่บ้านรอบข้าง เขาทำไร่ทำนาและขายของกันได้ราคาดีจัง นายเงียบมองออกไปในโลกกว้าง ราคาพืชผลเกษตรกำลังดีวันดีคืน แล้วคนหมู่บ้านกูกำลังทำอะไรกัน?

โลกกำลังพลิกกลับมาสู่จุดที่หมู่บ้านของเราจะได้ประโยชน์ เพราะวิกฤติพลังงานทำให้ผู้คนรู้แล้วว่า โลกเราอยู่ไม่ได้ ถ้ามีแต่ภาคอุตสาหกรรม โดยไม่มีใครผลิตอาหาร วิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกกำลังจะเปลี่ยนไป หมู่บ้านของเราควรช่วยกันเตรียมแนวทางรับมือ และวางแผนสำหรับอนาคตอย่างเร่งด่วน

กฎหมู่บ้าน ตอนนี้แก้ไปก็เท่านั้น เพราะกฎที่สำคัญกว่าต้องมาจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจริงๆของผู้คน จะอันเชิญเทวดามาเขียนกฎก็เท่านั้น พอ นายปืน สวมรองเท้าบู้ตเดินเข้ามา กฎเทวดาก็ไร้ค่าชั่วข้ามคืน และไม่ต้องหวังพึ่งให้นายปืนมาเปลี่ยนแปลง เพราะหน้าที่ของนายปืนคือยามเฝ้าหมู่บ้าน ไม่ใช่คนล้มล้างผู้ใหญ่บ้าน!

... ควายมี 2 เขา แต่ชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่ 2 ทางเลือก นกเอี้ยงไม่มีเขา มันยังอยู่ร่วมกับควายได้เลย คิดต่าง ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรู

นายเงียบคิดในใจ " ถ้ารัฐธรรมนูญ เอามาให้ควายกินได้ก็คงดี... "

GiBB☯ View my profile