บอกไว้เผื่อใครงง : คลิ๊กที่ READ ENTRY เพื่ออ่านข้อความแต่ละโพสต์นะครับ

Blogging

คนอ่านไม่ได้โง่นะคร้าบ!

posted on 19 Apr 2008 21:11 by nosalaryguy  in Blogging

READ ENTRY

ผมเปิดบล็อกที่นี่ เพราะใน exteen มีคน แหงล่ะ (ถ้าหมาแมวที่บ้านคุณเขียนบล็อกได้ ผมจะตามไปไหว้เลย) แต่ปัญหาที่หนักหนาที่สุดสำหรับคนที่่(เคยอยาก)เป็นบล็อกเกอร์อย่างผม ก็คือ ขี้เกียจเขียน...

ผมคิดว่าการเป็นบล็อกเกอร์ที่ขี้เกียจที่สุดในโลกนั้นง่ายมาก ก็แค่ ไม่เขียน ไม่อ่าน ไม่อัพเดต (สบายจะตาย!)

"ขี้เกียจแล้วมาเขียนบล็อกทำไมล่ะเพ่?"

เหตุผลคือ อยากแสดงตัวตน (ego) คือ อยากเท่นั่นเอง ซึ่งเหตุผลนี้ไม่ได้ช่วยให้ใครเป็นบล็อกเกอร์ที่ดีได้เลยนะครับ เพราะทุกคนบนโลกอินเตอร์เน็ตก็อยากแสดงตัวตนทั้งนั้นแหละ ด้วยเหตุนี้เว็บไซต์จำพวก หาเพื่อน หรือ social networking อย่าง myspace หรือ hi5 จึงมีคนใช้งานเยอะมากๆๆๆๆๆๆ เพราะเค้าจับทางได้ว่า มนุษย์ต้องการแสดงตัวตนให้คนอื่นเห็น พูดง่ายๆว่าทำเว็บไว้ให้คน "สร้างภาพ" นั่นแหละ (ผมด่าตัวเองนะครับ เพราะผมก็ไปสร้างภาพไว้แถวนั้นเหมือนกัน)

เหตุผลที่ผมเปิดบล็อกใน exteen ก็เพราะผมอยากมีปฏิสัมพันธ์กับคน (แต่จริงๆไม่ค่อยได้เข้าไปทักทายใครหรอก... เขิน ^^) ผมเป็นคนอ่านบล็อกชาวบ้านมาก่อน แม้จะไม่ได้เป็นคนเขียนบล็อกที่ดี แต่ตอนแรกก็ยังทำตัวเป็นคนอ่านที่ดี และก็เขียนอะไรทิ้งไว้บ้าง เวลาที่ตัวเองคิดอะไรออก

แล้วคุณเคยสงสัยไหม ว่าทำไมคนอ่านถึงไม่ค่อยทิ้งคอมเมนต์?

ก็เพราะคนส่วนใหญ่ที่ใช้เน็ตไม่ได้อ่านไงครับ แต่จะสแกนหรือมองหาแค่สิ่งที่ตัวเองต้องการ เมื่อเค้าเจอสิ่งที่น่าสนใจเค้าถึงจะอ่านจริงจัง [ ที่มา: useit.com ] พอเริ่มอ่านจริงจัง แล้วคนอ่านเห็นว่า ได้ประโยชน์ หรือไร้ประโยชน์สุดๆ หรือสนุกกับสิ่งที่คุณเขียน เค้าถึงจะทิ้งความคิดเห็นไว้

แต่ช่วงนี้ ผมทั้งเลิกอ่านและเลิกเขียนบล็อก จะเข้าเฉพาะเว็บไซต์ที่มีข้อมูลที่ผมต้องการ แล้วตามหาแหล่งข้อมูลดั้งเดิมของมัน (first source)

ทำไม?

เมื่อคุณเจอบล็อกเกอร์หรือคนทำเว็บที่คุณคอยติดตาม แต่มารู้ทีหลังว่า เค้าเอาความคิดคนอื่นมาเขียนล้วนๆ แบบคำต่อคำ โดยไม่ให้เกียรติหรืออ้างอิงถึงเจ้าของความคิดดั้งเดิมเลย คุณจะรู้สึกยังไง?

เมื่อคุณเจอบล็อกเกอร์หรือคนทำเว็บที่ทำตัวเป็นเจ้าลัทธิ แต่จริงๆแล้วหมอนี่ไม่ได้คิดอะไรเองเลย นอกจากแสดงอีโก้ไปวันๆ คุณจะรู้สึกยังไง?

คนอ่านไม่ได้โง่นะคร้าบ!

ส่วนบล็อกที่น่าเบื่อที่สุดคือ บล็อก(แอบ)ขายของ น่าเบื่อเพราะผมเองก็เคยทำ เลยอยากจะบอกว่า ถ้าคุณจะขายของในบล็อก ก็บอกคนอ่านไปเลยว่า คุณกำลังจะขายอะไร อย่างน้อยคนที่ไม่อยากซื้อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอ่าน ส่วนคนที่เค้าอ่านจนจบ แปลว่าเค้าสนใจสิ่งที่คุณขาย มันก็เท่านั้นเอง ผลพลอยได้ก็คือ คุณจะได้รู้จักกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนของคุณด้วย ไม่ใช่ว่าหว่านไปหมด พวกกลยุทธ์ internet marketing ทั้งหลาย ใช้หลอกคนได้ครั้งเดียวครับ แล้วหลังจากนั้นคุณจะไม่เหลืออะไรให้เค้าประทับใจอีกเลย

ขอย้ำอีกทีว่า... คนอ่านไม่ได้โง่นะคร้าบ!

ผมคิดว่าการเป็นบล็อกเกอร์หรือคนทำเว็บที่ดีนั้นง่ายมาก ก็แค่ ซื่อสัตย์ เหมือนที่คุณจริงใจต่อเพื่อนคุณนั่นแหละ ถ้าคุณจริงใจกับเพื่อนคุณไม่ได้ ก็อย่ามาเขียนบล็อกหรือทำเว็บให้เสียเวลาเลยครับ เพราะ คนอ่านไม่ได้โง่! (ผมเขียนอะไร จริงใจ เกินไปรึเปล่าเนี่ย?)



ปล. เจ้าของหมาในภาพด้านล่างนี้ กรุณาติดต่อผมโดยด่วน เพราะผมจะตามไปกราบหมาของคุณ!

Internet Dog 1

[ 1.ผลงานของ Peter Steiner ]



Internet Dog 2

[ 2.ขโมยภาพมาจาก agilitynet.com ]

Back to Top

READ ENTRY

ช่วงนี้ผมมีเวลาว่างมากมายผิดปกติ เลยแวะมา exteen แทบทุกวัน และมีพลังเหลือให้อัพบล็อกทุกวันด้วย ไม่ใช่แค่แวะมาแต่งบ้านตัวเองอย่างเดียวนะครับ ผมแวะไปเยี่ยมบล็อกคนอื่นด้วย และก็ไม่ลืมนิสัยเพื่อนบ้านที่ดี เพราะแวะไปที่ไหนก็จะเอาคอมเมนต์ไปฝากเจ้าของบ้านด้วย แถมบางบ้านยังมีอะไรให้ผมหยิบติดไม้ติดมือออกมา แบบไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของบ้านอีกต่างหาก (เรียกง่ายๆว่า ขโมยไอเดีย)

ก่อนที่จะเขียนเอ็นทรี่นี้ ผมมีคำถามบางอย่างในใจ "เราจะตายไหม ถ้าต้องเขียนบล็อกทุกวัน?" คำตอบคือ ตายแน่นอน! จะหาเรื่องอะไรมาเขียนได้นักหนา(วะ) และผมไม่ชอบกดดันตัวเองขนาดนั้น เลยขอใช้สิทธิเปลี่ยนคำถามใหม่...

"เราจะตายไหม ถ้าต้องเขียนบล็อก 7 วันติดต่อกัน?"

อา... อันนี้เป็นไปได้แฮะ ผมเลยถือโอกาสออก อัตตาบัญญัติ (กฎหมายบังคับใช้ส่วนตัว) เพื่อควบคุมให้ตัวเองเขียนบล็อกติดต่อกัน 7 วันให้ได้ ถ้าเขียนแล้วตายก็ให้มันรู้ไป! (ไม่แน่นะ ถ้าเกิดไปด่าชาวบ้านมากๆ ก็อาจตายได้) แต่ในเมื่อผมเป็นคนออกอัตตาบัญญัตินี้เอง ผมจึงให้มันมีผลบังคับใช้ย้อนหลังไป 1 วัน แปลว่าเอ็นทรี่นี้ถือว่าเขียนในวันที่สอง ลันล้า...♫ เหลืออีก 5 วันเอง ♫ นี่คือเหตุผลที่ผมตั้งชื่อเอ็นทรี่นี้ว่า สัปดาห์แห่งการค้นหาแนวบล็อก ตอนที่ 2 (ตะแบงไปจนได้ ความจริงอยากจะนับย้อนไป 2 วันด้วยซ้ำ แต่มันเป็นเรื่อง "ของเล่นในบล็อก" เหมือนกัน เลยนับแค่เมื่อวานวันเดียว)

"แล้ววันนี้ผมจะเขียนเรื่องอะไรล่ะเนี่ย?" ระหว่างที่กำลังหาเรื่องมาเขียน ผมขอพล่ามไปเรื่อยๆก่อนนะครับ เผื่อกลางทางจะคิดอะไรออก

แรกสุดเลย ผมมาขอใช้ exteen blog เพราะตั้งใจว่าจะใช้ NoSalaryGuy ไว้บรรยายความอัตอั้นตันใจของ ผู้ชายไร้เงินเดือน แต่เอาไปเอามาผมกลับไม่ค่อยอยากเผยไต๋ความเส็งเคร็งของตัวเองเท่าไหร่ บล็อกนี้ก็เลยกลายเป็น บล็อกไร้แนว ซะงั้น คือ เขียนไปสะเปะสะปะ ตามมีตามเกิด และตามอำเภอใจ แต่เผอิญไม่รู้ว่า อำเภอใจ อยู่จังหวัดอะไร เลยหาทางไป แจ้งเกิด ให้บล็อกน้อยกลอยใจแห่งนี้ไม่ได้ซะที (นี่ก็ปาเข้าไป 8-9 เดือนแล้ว ผมเพิ่งจะเขียนไป 20 เอ็นทรี่เอง และเวลาครึ่งนึงในนั้น ผมปล่อยมันร้างซะด้วยสิ)

ปัญหาของ บล็อกไร้แนว คือ ขาด แนวร่วม และ แรงกระตุ้น ไงครับ แนวร่วมก็อย่างเช่น คนที่สนใจอะไรคล้ายๆกับเรา หรือเฝ้าติดตามความเป็นไปของกันและกัน และแรงกระตุ้นก็มาจากแนวร่วมนั่นแหละ แต่ในเมื่อตัวผมเองยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมาแนวไหน แล้วมหาบุรุษและวีรสตรีท่านใดจะกล้าฟันธงล่ะครับ ว่าผมมีบล็อกไว้ทำซากอะไร!

เมื่อคืนผมเพิ่งจะอ่านเรื่อง เขียนบล๊อค​ยัง​ไง​ให้​ “​เกิด​” (1) ของคุณบองเต่า​ (SalaryMan ที่ไม่มีอะไรเหมือน NoSalaryGuy) พออ่านจบก็รู้สึกเหมือน มีคนกรุณาเขกกบาลผมอย่างจัง! ผมเห็นด้วยแทบทุกประเด็นในนั้น เพราะผมเป็นคนประเภทที่คุณเต่าด่าอย่างจริงใจนั่นเอง คือ ผมเขียนบล็อกแบบจับแนวไม่ได้ , บางทีก็ติดอาร์ต , บางทีก็บ้าเทคนิค และ บางทีก็พ่นคำที่หลายคนอ่านแล้วงง แถมผมยังเป็นพวกไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ แล้วก็ดันไม่สนใจอีกว่าคนอื่นเค้านิยมอะไรกัน ลักษณะแบบนี้ สำหรับนักการตลาด ผมคงได้รับโทษประหารชีวิต! (แต่เผอิญผมลดโทษให้ตัวเองกึ่งหนึ่ง เลยกลายเป็น เขียนบล็อกตลอดชีวิตแทน... สงสัยผมกำลังรับโทษนั้นอยู่?) ขอชมคุณเต่าจากใจจริง ว่าเขียนบล็อกได้น่าติดตามมาก เพราะมีลูกเล่นในการเขียน แต่ขอทวงนิดนึงว่า เมื่อไหร่จะคลอด เขียนบล๊อค​ยัง​ไง​ให้​ “​เกิด​” ตอน 2 ครับ (น่าน... ได้คืบจะเอาศอก)

ที่ผ่านมาใน NoSalaryGuy ผมมักจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ การหาคำตอบในเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ หรือ เรื่องที่ไม่รู้ก็ไม่ตายนั่นแหละ อย่างเช่น กิ้งกือมีกี่ขา? หรือ ทำไมหนึ่งสัปดาห์ต้องมีเจ็ดวัน? เรื่องพวกนี้มันมาจากคำถามฟุ้งซ่านของผมเอง และผมมักจะสนุกกับการหาคำตอบ ในเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ เพราะผมเชื่อว่าสมองอันเฉื่อยชาของตัวเองจะได้ออกกำลัง เมื่อได้คิดอะไรที่ไม่เคยคิด หรือคิดเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องคิด คำถามพวกนี้เกิดขึ้นในหัวแทบทุกวัน เช่น ทำไมตื่นมาต้องแปรงฟัน? แปรงสีฟันอันแรกมาจากไหน? ใครเป็นคนคิดเอาฟลูออไรด์มาใส่ในยาสีฟัน? เลยเถิดไปถึง ทำไมไอ้ตูบที่บ้านไม่ต้องแปรงฟัน? แล้วถ้าเราไม่แปรงฟันอย่างมันบ้าง เราจะอยู่ได้ไหม? บางคำถามผมก็หาคำตอบได้ และบางคำตอบผมก็ลองทำจริง (ผมลองไม่แปรงฟันอยู่ 1 อาทิตย์เต็มๆ เพื่อบอกไอ้ตูบที่บ้านว่า "ตูก็ทำได้!")

แล้วไง? : ทำไปได้... ผมก็ปากเหม็นพอๆกับไอ้ตูบน่ะสิ

แน่นอนว่า คำถามและคำตอบพวกนี้ไม่ทำให้ท้องใครอิ่ม และสำหรับชีวิตที่ต้องดิ้นรนของมนุษย์ไร้เงินเดือนอย่างผม มันเข้าขั้นไร้สาระสุดๆเลยทีเดียว! (ยกเว้นผมจะเขียน "สารานุกรมขี้ฟัน" ออกขาย แล้วไอ้ตูบที่ไหนจะซื้อล่ะเนี่ย?) แต่ผมก็ไม่ได้เขียนเรื่องพวกนี้อย่างต่อเนื่อง มันต้องใช้พลังงานและเวลาในการค้นหาคำตอบอย่างมาก เพราะคำถามพวกนี้ มันใช้คอมมอนเซนส์ตอบไม่ได้ มันต้องมีหลักฐานมายืนยัน ผลที่ออกมาก็คือ... ผมเขียนเรื่องพวกนี้ได้เป็นหย่อมๆ เปาะๆแปะๆ พอเป็นพิธี สรุปว่าผมยังไม่กล้าเขียนบล็อกแนวนี้นั่นเอง

แต่ผมคิดว่า ผมคงต้องมี แนวบล็อก แล้วล่ะ จะได้ใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ผู้เจริญแล้ว (เว่อร์ไปมั้ย?) เลยถือโอกาสใช้ช่วงเวลาที่ว่างๆอย่างนี้ เป็นสัปดาห์แห่งการค้นหา แนวบล็อก ซะเลย แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเป็นแนวไหนดี คงต้องเขียนหลายๆแนวทดลองดูก่อน ว่าตัวเองน่าจะเอาดีกับเรื่องแบบไหนได้เป็นพิเศษ

และพรุ่งนี้ผมวางแผนว่า จะลองเขียนเรื่องการเมืองดูซักหน : โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง...

พรุ่งนี้ผมจะเขียนเรื่องการเมือง!

Back to Top

READ ENTRY

เปิดเรื่อง

ชายหนุ่มผมยาว หนวดเครารุงรัง กำลังพรมนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างไม่บันยะบันยัง ราวกับว่านี่คือวันสุดท้ายที่เขาจะได้ทำแบบนี้ เพราะสีหน้าของเขาไม่ค่อยสู้ดีนัก บวกกับอาการรีบเร่งพิมพ์ข้อความอย่างกระสับกระส่าย ทำให้ใครก็สังเกตได้ไม่ยาก ว่าเขากำลังเหนื่อยล้าและลนลาน ในหน้าจอคอมพิวเตอร์บ่งบอกว่า เขากำลังเขียนเนื้อหาบางอย่างลงในบล็อกส่วนตัว (ขอสงวนนาม ถ้าใครอยากรู้ จ่ายมา ๗๗ บาท แล้วจะบอก)

ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!

ทุกสิ่งหยุดชะงัก... แม้แต่ลมหายใจของชายหนุ่ม แต่ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเขียนเอ็นทรี่นี้ให้เสร็จ จิตไร้สำนึกจึงสั่งการให้มือขวาของร่างไร้วิญญาณนั้น จับเมาส์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์ไปยังปุ่ม "Publish" ก่อนจะรวบรวมพลังจักรวาลทั้งหมดมาไว้ที่ปลายนิ้วชี้ แล้ว คลิ๊ก! (ตนตรีกระหึ่มขึ้นทันใด ภาพตัดมาโคลสอัพที่ดวงตาเบิกโพลงของร่างไร้วิญญาณ)

โอ้... แม่เจ้า เขาตายไปแล้ว!!!!! (ใครไม่ตื่นเต้น ห้ามอ่านต่อ)

๗ วันต่อมา

ยังไม่มีคนอ่านบล็อกคนไหนรู้ว่าเขาตายไปแล้ว! เพราะเนื้อหาในบล็อกของเขายังคงอัพเตตทุกวัน (โอ้ว... น่ากลัวมั่กๆ) แม้แต่ตัวเขาเองก็เพิ่งระแคะระคาย ว่าตัวเองตายไปแล้วในวันที่ ๗ นี้เอง เขากลายเป็น ผีเฝ้าบล็อก ไปแล้วหรือนี่?

ด้วยรู้สึกอิจฉาคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาจึงร่ายคำสาปในแบบที่ผีมือใหม่ควรจะทำได้ นั่นคือ "ใครเข้ามาอ่านบล็อกนี้ ขอให้บ้าไปเลยยยยย โอม... เพี้ยง!" อย่าเพิ่งดูถูกคำสาปโง่ๆนี้ไป เพราะ...

๗ สัปดาห์ต่อมา

รัฐบาลไทยประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากโรงพยาบาลศรีธัญญาและสถานพยาบาลอาการสมอง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมหาศาลได้อีกต่อไป พร้อมทั้งมอบหมายให้ DSI เข้ามาสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง ของจำนวนผู้ป่วยทางจิตที่เพิ่มขึ้นผิดปกติอย่างน่าใจหาย (เวรกรรม... มันคิดว่าบล็อกมันดังขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?)

๗ เดือนต่อมา

DSI ซึ่งร่วมมือกับ FBI , CIA , KGB และ KFC! ได้ข้อสรุปว่า ๗๗% ของผู้ป่วยทางจิตที่เพิ่มขึ้น ในรอบ ๗ เดือนที่ผ่านมา เคยมีประสบการณ์ใช้อินเตอร์เน็ต และทุกคนล้วนเคยเข้ามาอ่านบล็อกแห่งหนึ่ง (ขอสงวนนาม ถ้าใครอยากรู้ จ่ายเพิ่มอีก ๗๗ บาท แล้วจะบอก) ซึ่งทราบในภายหลังว่า คนเขียนบล็อกแห่งนั้นได้ตายไปแล้ว ก่อนที่เอ็นทรี่สุดท้ายจะเขียนเสร็จถึง ๗ วัน! (OH MY GOD!)

ข่าวนี้ได้รับการตีพิมพ์ไปทั่วโลก และโด่งดังจนทุกวงการสั่นสะเทือน หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ๗๗ ภาคต่อ ชื่อว่า "The BLOG!" หรือชื่อภาษาไทยว่า "คำสาปบล็อกนรก!" และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็โกยรายได้ถล่มทลาย ๗๗๗ ล้านล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นสถิติตลอดกาลและตลอดไป พร้อมทั้งกวาดทุกรางวัลจากทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น ออสการ์ , ลูกโลกทองคำ , เทศกาลเมืองคานส์ , สุพรรณหงส์ทองคำ ฯลฯ (เว่อร์กว่านี้มีอีกมั้ย?)

๗ นาฬิกา ๗ นาที

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา มองเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ยังเปิดอยู่ เขาจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่า "ปวดกบาลฉิบหาย" เพราะเมื่อคืนดันเผลอหลับไป จนหน้าผากโขกกับแป้นพิมพ์อย่างจัง

...

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "จงเขียนบล็อกในขณะที่มีสติ(และมีชีวิตอยู่) ถ้าไม่มีอะไรจะเขียน ก็อย่าดันทุรังเขียน มันจะหลอกหลอนชาวบ้านเค้าเปล่าๆ" เฮ้อ... จบซะที

ปล. ที่เขียนมาทั้งหมดคือเรื่องจริงนะ แต่ไอ้คนเขียนมันโกหกทั้งเพ ดังนั้นไม่ต้องเชื่อนะจ้ะ ^^ และไอ้คนเขียนมันฝากมาบอกอีกว่า ถึงคราต้องพักสมองซีกขวา หันมาใช้สมองซีกซ้ายแล้ว เพราะได้เวลาทำมาหากิน แล้วจะกลับมาปลุกเสกบล็อกนี้อีกครั้งนะ อย่าหักโหมเขียนบล็อกกันมากนักล่ะ เป็นห่วง ^^

Back to Top

GiBB☯ View my profile