seven days VS a week? - ทำไม 1 สัปดาห์ต้องมี 7 วัน?
posted on 30 Nov 2007 06:14 by nosalaryguy in 108-1009หายไป นับขากิ้งกือ ซะชาติกว่า ผ่านไป 1 เดือนกับอีก 1 วัน (นับตาม "ปฏิทิน") คิดว่าคงได้ "เวลา" อัพเดต blog ตัวเองซะที เหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้อัพเดต ไม่ใช่เพราะ ไม่มีอะไรจะเขียน แต่มันสุมอะไรไว้ในหัวมากเกินไป เลยไม่รู้จะเขียนอะไรดี สับสนอลหม่านไปหมด แปลง่ายๆว่า "คิดไม่ตก" เหตุผลที่สอง อ้างกันแบบ "มนุษย์สมัยใหม่" ก็คือ "ไม่มีเวลา" มนุษย์สมัยใหม่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเป็นคนทันสมัยนะครับ แต่หมายถึง เราๆท่านๆที่ถูกบีบคั้นด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ทำให้วิถีชีวิตต้องผูกติดอยู่กับ "เวลา" ทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำ "ตามเวลา" ตั้งแต่ตื่นนอน ออกไปทำงาน กลับบ้าน และเข้านอน แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้ทำงานประจำรับเงินเดือน แต่ก็หนีเงื่อนไขแบบนี้ไม่พ้น นั่นคือ มนุษย์สมัยใหม่ล้วนถูกกดดันจากเวลา หรือ มองจากอีกมุมหนึ่งก็คือ เราใช้เวลากดดันตัวเราเอง เมื่อเราทุ่มเทกับเป้าหมายบางอย่าง สิ่งที่เราเหลือไว้ให้กับสิ่งอื่นๆ ก็คือ คำว่า "ไม่มีเวลา" แล้ว... "เวลา" ที่เคยมีมันหายไปไหนล่ะ?
ใครที่เคยอ่านนิยายเด็กเรื่อง "โมโม่" จะรู้ว่า ถ้าใครซักคนบอกว่า "ไม่มีเวลา" ให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นแปลว่า เค้า "ไม่ใส่ใจ" สิ่งนั้น แต่เอา "เวลา" ไปแลกกับอะไรบางอย่างที่เค้าคิดว่ามีค่ามากกว่า จนเลิกให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง และจินตนาการของเด็กๆไป เพราะฉะนั้นครั้งต่อไป ถ้ามีเด็กๆทวงถามถึง บางสิ่งบางอย่างที่คุณเคยสัญญากับเค้าไว้ อย่าได้ตอบว่า "ไม่มีเวลา" เป็นอันขาด เพราะเด็กๆจะรู้สึกว่า คุณไม่ได้ใส่ใจเค้าเลย
ผมเคยตั้งคำถามไว้ที่ exteen board ว่า "จะเป็นยังไง ถ้า 1 สัปดาห์มี 8 วัน?" เพราะรู้สึกเบื่อเช้าวันจันทร์ แม้ตัวเองจะไม่ต้องรีบร้อนเหมือนคนรอบข้าง แต่ก็ยังคงนึกถึง ความโหดร้ายของเช้าวันจันทร์ได้เป้นอย่างดี โดยเฉพาะบนท้องถนนของ กทม. เลยอยากให้มีวันอื่นมาต่อท้ายวันอาทิตย์ เผื่อจะรู้สึกดีกับวันจันทร์ขึ้นมาบ้าง (ขอบคุณทุกความคิดเห็นที่ทำให้เกิดความสงสัยใหม่ๆ ตามมาอีกเป็นพรวนน...น ดีมั้ยเนี่ย? O_o) แล้วผมก็ได้พบบางอย่างที่น่าสนใจว่า 1 สัปดาห์ไม่ได้มี 7 วัน เสมอไป!
คำนิยามแบบกำปั้นทุบดิน จาก wiki บอกไว้ว่า "สัปดาห์ คือ หน่วยของเวลาที่ ยาวกว่า วัน แต่ สั้นกว่า เดือน..." ฟังดูเหมือนจะกวนโอ้ย แต่มันก็จริง เพราะยังไม่เคยได้ยิน หน่วยนับเวลาที่มาคั่นกลางระหว่าง วัน กับ เดือน เป็นอย่างอื่น (ยกเว้นจะนับเป็น กลุ่มวัน "ข้างขี้น" กับ "ข้างแรม" แบบไทย) แล้ว 1 สัปดาห์มี 7 วัน ได้ยังไงล่ะ?
ค้นต่อไปที่ webexhibits.org ได้้ความว่า ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า ทำไมสัมคมสมัยใหม่ยุคนี้จึงพร้อมใจกันนับ 7 วันเป็น 1 สัปดาห์ บ้างก็อธิบายว่า เพราะในพระคัมภีร์ไบเบิล ระบุว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกภายใน 6 วัน ส่วนอีกวันทรงเก็บเอาไว้พักผ่อน รวมกันเป้น 7 วันพอดี แต่ย้อนกลับไปก่อนคริสตกาลไม่นานนัก ก็ปรากฏว่าในปฏิทินของจักรวรรดิโรมันกำหนดให้ 1 สัปดาห์มี 7 วัน ไว้ก่อนหน้าพระคริสต์จะประสูตรซะอีก อีกทางนึงก็คาดไปว่า ชื่อดวงดาวทั้ง 7 ที่เอามาตั้งเป็นชื่อวันนั่นแหละคือที่มาของ สัปดาห์ คือ Sun, Moon, Mars, Mercury, Jupiter, Venus, and Saturn (ทั้ง 7 เป็นดวงดาวในระบบสุริยะ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บางดวงต้องหรี่ตาดู แต่บางดวงคงต้องถ่างตาดูดีๆ ถึงจะเห็น ชื่อดวงดาวก็เอามาจาก ชื่อของเทพเจ้าในสมัยกรีกและโรมันอีกที ซับซ้อนจัง) ส่วนจากมุมมองของ นักมานุษยวิทยา ก็บอกว่า คำว่า "week" มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า "market day" เป็นอย่างมาก ตีความได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่คนในสังคมยุุคเกษรตรกรรมนัดหมายกัน เพื่อแลกเปลี่ยนพืชผลทางการเกษตร แต่ไม่ได้ระบุว่าจะต้องมี "ตลาดนัด" ทุก 7 วัน นี่นา คนสมัยนั้นคงนัดกันว่า ถ้านับดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้ 7 ครั้ง ก็ค่อยมาเจอกันที่นี่อีกที (อันนี้ผมเดาสุ่มเอาเอง)
ก็เลยยังไม่รู้อยู่ดีว่า ทำไม 1 สัปดาห์มี 7 วัน ทั้งๆที่เลข 7 เป็นเลข "จำนวนเฉพาะ" ที่หารอะไรได้ลงตัวยากซะมัด และเลข 7 ก็สร้างปัญหาให้กับการทำปฏิทินไม่น้อย เพราะ 1 เดือน ไม่ได้มี 4 สัปดาห์ หรือ 28 วัน และ 1 ปีตามปฏิทินสมัยนี้ มี 365.2425 วัน (365 - 366 วัน) ซึ่งหารด้วย 7 ไม่ลงตัว (โอกาสต่อๆไป คงได้พูดถึงความยุ่งยากของการสร้าง "ระบบปฏิทิน" ซึ่งน่าสนใจและสลับซับซ้อนกว่าที่เราเคยรับรู้มาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม, สังคม และการเมือง ไปจนถึงวิทยาศาสตร์ขั้นสูงโน่นแน่ะ แล้วมันทำให้เราได้รู้ว่า แต่ละปีนั้น ยาว-สั้น ไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ แต่ละวันก็ ช้า-เร็ว ต่างกันด้วย)
แต่... ไม่ใช่ทุกสังคมจะกำหนดให้ 1 สัปดาห์ มี 7 วันนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น 1 สัปดาห์ของชาวอียิปต์โบราณ เท่ากับ 10 วัน , 1 สัปดาห์ของชาวมายา มี 13 และ 20 วัน อย่าเพิ่งนึกว่ามันเป็นตัวเลขที่ตลกนะครับ เพราะมันเป็นการคำนวณวันเดือนปีของชาวมายา ที่แม่นยำมาก ผิดเพี้ยนน้อยกว่าปฏิทินที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันซะอีก (มายา - Maya คือชนเผ่าโบราณที่ตั้งรกรากอยู่แถบละตินอเมริกา ปัจจุบันเป็นดินแดนของเม็กซิโก ชาวมายามีอารยธรรมที่รุ่งเรืองและก้าวหน้ามาก ก่อนที่ชาวสเปนจะเข้ามารุกราน นวัตกรรมบางอย่างของชาวมายา ซับซ้อนและล้ำหน้ากว่าสิ่งประดิษฐ์สมัยนี้ซะอีก)
ตัวอย่างที่ไม่ต้องย้อนวันเวลาไปไกลนัก ก็คือ ยุคปฏิวัติฝรั่งเศสมีช่วงเวลาประมาณ 12 ปี (1793 - 1806) เป็นช่วงเวลาแห่งความแปลกประหลาด ในวันที่ 24 คุลาคม 1793 มีการประกาศใช้ปฏิทินใหม่ เรียกว่า the Republican Calendar โดยกำหนดให้ 1 ปีมี 12 เดือน (ยังไม่แปลก) แต่ละเดือนมี 30 วันเท่ากันเป๊ะ! (ก็ยังพอรับได้) รวมแล้ว 1 ปีเท่ากับ 360 วัน กับอีก 5-6 วันพิเศษ (อันสิแปลก เพราะ 5-6 วันพิเศษนั้น อยู่ในปฏิทิน แต่ไม่ถือว่าอยู่ในเดือนใดๆเลย!) ส่วน "สัปดาห์" ก็เปลี่ยนใหม่ให้ 1 เดือนมี "3 décades" ก็คือ 1 สัปดาห์มี 10 วันนั่นเอง แต่เท่านั้นยังไม่สะใจโก๋นักปฏิวัติ พี่แกแบ่งระบบการนับเวลาใหม่หมด โดยกำหนดให้ 1 วันมี 10 ชั่วโมง , 1 ชั่วโมงมี 100 นาที และ 1 นาที มี 100 วินาที หรือ 1 วันมี 100,000 วินาทีพอดีเป๊ะ! (อันนี้ถือว่าแปลกสุดๆ เพราะเปลี่ยนกันแบบสุดขั้วถึงไส้กันเลยทีเดียว!) คนฝรั่งเศสยุคนั้นจะรู้สึกยังไงนา...? หลายคนคงอยากเห็นนาฬิกาของยุคปฏิวัติฝรั่งเศสแล้วสิ ไปดูที่นี่เลย Republican Clock
ใกล้เข้ามาอีกหน่อย ไม่ถึงร้อยปี ในสหภาพโซเวียตเดิม ช่วงปี 1929-1930 กำหนดให้ 1 สัปดาห์มี 5 วัน ในนั้นจะมีวันหยุด 1 วัน แต่ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะเป็นวันไหน ต่อมาในปี 1931 ก็เปลี่ยนเป็น 1 สัปดาห์มี 6 วัน โดยกำหนดให้มีวันหยุดทุกวันที่ 6, 12, 24 และ 30 ของแต่ละเดือน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ไม่มีวันที่ 30 ก็ให้หยุดวันที่ 1 มีนาคมแทน แต่ถ้าเดือนไหนมี 31 วัน วันที่ 31 ของเดือนนั้นจะถือเป็นวันทำงานพิเศษเพิ่มขึ้นอีกวัน (ซวยไป!) แต่สงสัยระบบนี้จะไม่เวิร์ค โซเวียตเลยกลับมาใช้ระบบ 7 วันต่อ 1 สัปดาห์ตามเดิม ในปี 1940
สำหรับการนับสัปดาห์ในสังคมไทยนั้น สืบหาต้นตอที่มายากกว่าของฝรั่งซะอีก เพราะเมื่อก่อนเราใช้ ปฏฺิทินแบบจันทรคติ เดาว่าสมัยก่อน คนไทยคงไม่มีหน่วยเรียกสัปดาห์ เพราะนับวันเป็น ข้างขึ้น-ข้างแรม แล้วก็นับเป็นเดือนไปเลย จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ปีจุลศักราช ๑๒๔๐ (ตรงกับ พ.ศ. 2431) จึงเปลี่ยนมาใช้ ปฏิทินสุริยคติไทย ตามแบบสากล โดยถือเอาวันที่ ๑ เมษายน ร.ศ.๑๐๘ เป็นวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2432 แทน (เดือนแรกของปีคือ เดือนเมษายน) ข้อมูลน่าสนใจอีกอย่าง ขออนุญาตลอกมาให้อ่านเลยด้านล่างนี้
"ต่อมาในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รัชกาลที่ ๘ โปรดเกล้าฯ ให้ใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบสากล ตั้งแต่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ (๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๔๑) เป็นต้นไป ดังนั้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงมีเพียง ๙ เดือน คือนับตั้งแต่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๓ และสิ้นปี ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ทำให้มีข้อสังเกตในระบบปฏิทินราชการไทย ดังนี้ ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๔๐ ย้อนไป คริสต์ศักราชจึงคาบปีพุทธศักราช ๒ ปี เช่น ค.ศ. ๑๙๔๐ จะตรงกับ พ.ศ. ๒๔๘๒ (ช่วง ม.ค. ถึง มี.ค.) และ ๒๔๘๓ (ช่วง เม.ย. ถึง ธ.ค.) ไม่มีวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ถึง วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ในปฏิทินราชการไทย เพราะจะเป็น พ.ศ. ๒๔๘๔ แทน
ดังนี้ตามปฏิทินราชการ ผู้ที่เกิด วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๒ จะมีอายุน้อยกว่าคนที่เกิดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๒ อยู่ ๑ วัน (มิใช่ อายุมากกว่า ๓๖๔วัน) การคำนวณ จาก ค.ศ. เป็น พ.ศ. ในช่วงเดือน มกราคม ถึงมีนาคม เมื่อ เลข ค.ศ. มีค่าต่ำกว่า หรือเท่ากับ ๑๙๔๐ จะต้องบวกด้วย ๕๔๒ มิใช่ ๕๔๓"
อ่านแล้วงงไม่ใช่น้อยครับท่าน แต่จำได้ลางๆว่า ช่วงปี พ.ศ.2543-2544 จะมีข่าวเกี่ยวกับความสับสนเรื่องการนับอายุราชการ และปีเกษียณอายุของคนที่เกิดช่วงปี พ.ศ.2483-2484 คงจะด้วยเหตุนี้แล
ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่สะใจ ก็ลองสืบข้อมูลเพิ่มได้เองนะครับ เพราะผมเองก็เจอเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับปฏิทินมากมายเช่นกัน ใครคิดเห็นอย่างไรก็คอมเม้นต์ไว้นะครับ เพราะผมหยิบข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาเขียนล้วน ยังไม่ได้เช็คกับข้อมูลพวก hard copy หรือที่เป็นหนังสืออ้างอิง
รู้สึกว่าเขียนยาวเกินไปแล้ว นานๆจะเขียนทีก็อย่างงี้แหละ (แต่รู้สึกว่าหลังๆจะเริ่มเขียน แนววิชาการ ไปซะงั้น ท่าทางจะคิดถึง อาจารย์ประวัติศาสตร์! ^^)