108-1009

หายไป นับขากิ้งกือ ซะชาติกว่า ผ่านไป 1 เดือนกับอีก 1 วัน (นับตาม "ปฏิทิน") คิดว่าคงได้ "เวลา" อัพเดต blog ตัวเองซะที เหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้อัพเดต ไม่ใช่เพราะ ไม่มีอะไรจะเขียน แต่มันสุมอะไรไว้ในหัวมากเกินไป เลยไม่รู้จะเขียนอะไรดี สับสนอลหม่านไปหมด แปลง่ายๆว่า "คิดไม่ตก" เหตุผลที่สอง อ้างกันแบบ "มนุษย์สมัยใหม่" ก็คือ "ไม่มีเวลา" มนุษย์สมัยใหม่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเป็นคนทันสมัยนะครับ แต่หมายถึง เราๆท่านๆที่ถูกบีบคั้นด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ทำให้วิถีชีวิตต้องผูกติดอยู่กับ "เวลา" ทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำ "ตามเวลา" ตั้งแต่ตื่นนอน ออกไปทำงาน กลับบ้าน และเข้านอน แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้ทำงานประจำรับเงินเดือน แต่ก็หนีเงื่อนไขแบบนี้ไม่พ้น นั่นคือ มนุษย์สมัยใหม่ล้วนถูกกดดันจากเวลา หรือ มองจากอีกมุมหนึ่งก็คือ เราใช้เวลากดดันตัวเราเอง เมื่อเราทุ่มเทกับเป้าหมายบางอย่าง สิ่งที่เราเหลือไว้ให้กับสิ่งอื่นๆ ก็คือ คำว่า "ไม่มีเวลา" แล้ว... "เวลา" ที่เคยมีมันหายไปไหนล่ะ?

ใครที่เคยอ่านนิยายเด็กเรื่อง "โมโม่" จะรู้ว่า ถ้าใครซักคนบอกว่า "ไม่มีเวลา" ให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นแปลว่า เค้า "ไม่ใส่ใจ" สิ่งนั้น แต่เอา "เวลา" ไปแลกกับอะไรบางอย่างที่เค้าคิดว่ามีค่ามากกว่า จนเลิกให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง และจินตนาการของเด็กๆไป เพราะฉะนั้นครั้งต่อไป ถ้ามีเด็กๆทวงถามถึง บางสิ่งบางอย่างที่คุณเคยสัญญากับเค้าไว้ อย่าได้ตอบว่า "ไม่มีเวลา" เป็นอันขาด เพราะเด็กๆจะรู้สึกว่า คุณไม่ได้ใส่ใจเค้าเลย

ผมเคยตั้งคำถามไว้ที่ exteen board ว่า "จะ​เป็น​ยัง​ไง​ ​ถ้า​ 1 ​สัปดาห์มี​ 8 ​วัน​?" เพราะรู้สึกเบื่อเช้าวันจันทร์ แม้ตัวเองจะไม่ต้องรีบร้อนเหมือนคนรอบข้าง แต่ก็ยังคงนึกถึง ความโหดร้ายของเช้าวันจันทร์ได้เป้นอย่างดี โดยเฉพาะบนท้องถนนของ กทม. เลยอยากให้มีวันอื่นมาต่อท้ายวันอาทิตย์ เผื่อจะรู้สึกดีกับวันจันทร์ขึ้นมาบ้าง (ขอบคุณทุกความคิดเห็นที่ทำให้เกิดความสงสัยใหม่ๆ ตามมาอีกเป็นพรวนน...น ดีมั้ยเนี่ย? O_o) แล้วผมก็ได้พบบางอย่างที่น่าสนใจว่า 1 สัปดาห์ไม่ได้มี 7 วัน เสมอไป!

คำนิยามแบบกำปั้นทุบดิน จาก wiki บอกไว้ว่า "สัปดาห์ คือ หน่วยของเวลาที่ ยาวกว่า วัน แต่ สั้นกว่า เดือน..." ฟังดูเหมือนจะกวนโอ้ย แต่มันก็จริง เพราะยังไม่เคยได้ยิน หน่วยนับเวลาที่มาคั่นกลางระหว่าง วัน กับ เดือน เป็นอย่างอื่น (ยกเว้นจะนับเป็น กลุ่มวัน "ข้างขี้น" กับ "ข้างแรม" แบบไทย) แล้ว 1 สัปดาห์มี 7 วัน ได้ยังไงล่ะ?

ค้นต่อไปที่ webexhibits.org ได้้ความว่า ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า ทำไมสัมคมสมัยใหม่ยุคนี้จึงพร้อมใจกันนับ 7 วันเป็น 1 สัปดาห์ บ้างก็อธิบายว่า เพราะในพระคัมภีร์ไบเบิล ระบุว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกภายใน 6 วัน ส่วนอีกวันทรงเก็บเอาไว้พักผ่อน รวมกันเป้น 7 วันพอดี แต่ย้อนกลับไปก่อนคริสตกาลไม่นานนัก ก็ปรากฏว่าในปฏิทินของจักรวรรดิโรมันกำหนดให้ 1 สัปดาห์มี 7 วัน ไว้ก่อนหน้าพระคริสต์จะประสูตรซะอีก อีกทางนึงก็คาดไปว่า ชื่อดวงดาวทั้ง 7 ที่เอามาตั้งเป็นชื่อวันนั่นแหละคือที่มาของ สัปดาห์ คือ Sun, Moon, Mars, Mercury, Jupiter, Venus, and Saturn (ทั้ง 7 เป็นดวงดาวในระบบสุริยะ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บางดวงต้องหรี่ตาดู แต่บางดวงคงต้องถ่างตาดูดีๆ ถึงจะเห็น ชื่อดวงดาวก็เอามาจาก ชื่อของเทพเจ้าในสมัยกรีกและโรมันอีกที ซับซ้อนจัง) ส่วนจากมุมมองของ นักมานุษยวิทยา ก็บอกว่า คำว่า "week" มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า "market day" เป็นอย่างมาก ตีความได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่คนในสังคมยุุคเกษรตรกรรมนัดหมายกัน เพื่อแลกเปลี่ยนพืชผลทางการเกษตร แต่ไม่ได้ระบุว่าจะต้องมี "ตลาดนัด" ทุก 7 วัน นี่นา คนสมัยนั้นคงนัดกันว่า ถ้านับดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้ 7 ครั้ง ก็ค่อยมาเจอกันที่นี่อีกที (อันนี้ผมเดาสุ่มเอาเอง)

ก็เลยยังไม่รู้อยู่ดีว่า ทำไม 1 สัปดาห์มี 7 วัน ทั้งๆที่เลข 7 เป็นเลข "จำนวนเฉพาะ" ที่หารอะไรได้ลงตัวยากซะมัด และเลข 7 ก็สร้างปัญหาให้กับการทำปฏิทินไม่น้อย เพราะ 1 เดือน ไม่ได้มี 4 สัปดาห์ หรือ 28 วัน และ 1 ปีตามปฏิทินสมัยนี้ มี 365.2425 วัน (365 - 366 วัน) ซึ่งหารด้วย 7 ไม่ลงตัว (โอกาสต่อๆไป คงได้พูดถึงความยุ่งยากของการสร้าง "ระบบปฏิทิน" ซึ่งน่าสนใจและสลับซับซ้อนกว่าที่เราเคยรับรู้มาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม, สังคม และการเมือง ไปจนถึงวิทยาศาสตร์ขั้นสูงโน่นแน่ะ แล้วมันทำให้เราได้รู้ว่า แต่ละปีนั้น ยาว-สั้น ไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ แต่ละวันก็ ช้า-เร็ว ต่างกันด้วย)

แต่... ไม่ใช่ทุกสังคมจะกำหนดให้ 1 สัปดาห์ มี 7 วันนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น 1 สัปดาห์ของชาวอียิปต์โบราณ เท่ากับ 10 วัน , 1 สัปดาห์ของชาวมายา มี 13 และ 20 วัน อย่าเพิ่งนึกว่ามันเป็นตัวเลขที่ตลกนะครับ เพราะมันเป็นการคำนวณวันเดือนปีของชาวมายา ที่แม่นยำมาก ผิดเพี้ยนน้อยกว่าปฏิทินที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันซะอีก (มายา - Maya คือชนเผ่าโบราณที่ตั้งรกรากอยู่แถบละตินอเมริกา ปัจจุบันเป็นดินแดนของเม็กซิโก ชาวมายามีอารยธรรมที่รุ่งเรืองและก้าวหน้ามาก ก่อนที่ชาวสเปนจะเข้ามารุกราน นวัตกรรมบางอย่างของชาวมายา ซับซ้อนและล้ำหน้ากว่าสิ่งประดิษฐ์สมัยนี้ซะอีก)

ตัวอย่างที่ไม่ต้องย้อนวันเวลาไปไกลนัก ก็คือ ยุคปฏิวัติฝรั่งเศสมีช่วงเวลาประมาณ 12 ปี (1793 - 1806) เป็นช่วงเวลาแห่งความแปลกประหลาด ในวันที่ 24 คุลาคม 1793 มีการประกาศใช้ปฏิทินใหม่ เรียกว่า the Republican Calendar โดยกำหนดให้ 1 ปีมี 12 เดือน (ยังไม่แปลก) แต่ละเดือนมี 30 วันเท่ากันเป๊ะ! (ก็ยังพอรับได้) รวมแล้ว 1 ปีเท่ากับ 360 วัน กับอีก 5-6 วันพิเศษ (อันสิแปลก เพราะ 5-6 วันพิเศษนั้น อยู่ในปฏิทิน แต่ไม่ถือว่าอยู่ในเดือนใดๆเลย!) ส่วน "สัปดาห์" ก็เปลี่ยนใหม่ให้ 1 เดือนมี "3 décades" ก็คือ 1 สัปดาห์มี 10 วันนั่นเอง แต่เท่านั้นยังไม่สะใจโก๋นักปฏิวัติ พี่แกแบ่งระบบการนับเวลาใหม่หมด โดยกำหนดให้ 1 วันมี 10 ชั่วโมง , 1 ชั่วโมงมี 100 นาที และ 1 นาที มี 100 วินาที หรือ 1 วันมี 100,000 วินาทีพอดีเป๊ะ! (อันนี้ถือว่าแปลกสุดๆ เพราะเปลี่ยนกันแบบสุดขั้วถึงไส้กันเลยทีเดียว!) คนฝรั่งเศสยุคนั้นจะรู้สึกยังไงนา...? หลายคนคงอยากเห็นนาฬิกาของยุคปฏิวัติฝรั่งเศสแล้วสิ ไปดูที่นี่เลย Republican Clock

ใกล้เข้ามาอีกหน่อย ไม่ถึงร้อยปี ในสหภาพโซเวียตเดิม ช่วงปี 1929-1930 กำหนดให้ 1 สัปดาห์มี 5 วัน ในนั้นจะมีวันหยุด 1 วัน แต่ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะเป็นวันไหน ต่อมาในปี 1931 ก็เปลี่ยนเป็น 1 สัปดาห์มี 6 วัน โดยกำหนดให้มีวันหยุดทุกวันที่ 6, 12, 24 และ 30 ของแต่ละเดือน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ไม่มีวันที่ 30 ก็ให้หยุดวันที่ 1 มีนาคมแทน แต่ถ้าเดือนไหนมี 31 วัน วันที่ 31 ของเดือนนั้นจะถือเป็นวันทำงานพิเศษเพิ่มขึ้นอีกวัน (ซวยไป!) แต่สงสัยระบบนี้จะไม่เวิร์ค โซเวียตเลยกลับมาใช้ระบบ 7 วันต่อ 1 สัปดาห์ตามเดิม ในปี 1940

สำหรับการนับสัปดาห์ในสังคมไทยนั้น สืบหาต้นตอที่มายากกว่าของฝรั่งซะอีก เพราะเมื่อก่อนเราใช้ ปฏฺิทินแบบจันทรคติ เดาว่าสมัยก่อน คนไทยคงไม่มีหน่วยเรียกสัปดาห์ เพราะนับวันเป็น ข้างขึ้น-ข้างแรม แล้วก็นับเป็นเดือนไปเลย จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ปีจุลศักราช ๑๒๔๐ (ตรงกับ พ.ศ. 2431) จึงเปลี่ยนมาใช้ ปฏิทินสุริยคติไทย ตามแบบสากล โดยถือเอาวันที่ ๑ เมษายน ร.ศ.๑๐๘ เป็นวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2432 แทน (เดือนแรกของปีคือ เดือนเมษายน) ข้อมูลน่าสนใจอีกอย่าง ขออนุญาตลอกมาให้อ่านเลยด้านล่างนี้

"ต่อมาในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รัชกาลที่ ๘ โปรดเกล้าฯ ให้ใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบสากล ตั้งแต่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ (๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๔๑) เป็นต้นไป ดังนั้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงมีเพียง ๙ เดือน คือนับตั้งแต่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๓ และสิ้นปี ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ทำให้มีข้อสังเกตในระบบปฏิทินราชการไทย ดังนี้ ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๔๐ ย้อนไป คริสต์ศักราชจึงคาบปีพุทธศักราช ๒ ปี เช่น ค.ศ. ๑๙๔๐ จะตรงกับ พ.ศ. ๒๔๘๒ (ช่วง ม.ค. ถึง มี.ค.) และ ๒๔๘๓ (ช่วง เม.ย. ถึง ธ.ค.) ไม่มีวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ถึง วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ในปฏิทินราชการไทย เพราะจะเป็น พ.ศ. ๒๔๘๔ แทน

ดังนี้ตามปฏิทินราชการ ผู้ที่เกิด วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๒ จะมีอายุน้อยกว่าคนที่เกิดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๒ อยู่ ๑ วัน (มิใช่ อายุมากกว่า ๓๖๔วัน) การคำนวณ จาก ค.ศ. เป็น พ.ศ. ในช่วงเดือน มกราคม ถึงมีนาคม เมื่อ เลข ค.ศ. มีค่าต่ำกว่า หรือเท่ากับ ๑๙๔๐ จะต้องบวกด้วย ๕๔๒ มิใช่ ๕๔๓"

อ่านแล้วงงไม่ใช่น้อยครับท่าน แต่จำได้ลางๆว่า ช่วงปี พ.ศ.2543-2544 จะมีข่าวเกี่ยวกับความสับสนเรื่องการนับอายุราชการ และปีเกษียณอายุของคนที่เกิดช่วงปี พ.ศ.2483-2484 คงจะด้วยเหตุนี้แล

ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่สะใจ ก็ลองสืบข้อมูลเพิ่มได้เองนะครับ เพราะผมเองก็เจอเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับปฏิทินมากมายเช่นกัน ใครคิดเห็นอย่างไรก็คอมเม้นต์ไว้นะครับ เพราะผมหยิบข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาเขียนล้วน ยังไม่ได้เช็คกับข้อมูลพวก hard copy หรือที่เป็นหนังสืออ้างอิง

รู้สึกว่าเขียนยาวเกินไปแล้ว นานๆจะเขียนทีก็อย่างงี้แหละ (แต่รู้สึกว่าหลังๆจะเริ่มเขียน แนววิชาการ ไปซะงั้น ท่าทางจะคิดถึง อาจารย์ประวัติศาสตร์! ^^)

หลังจากปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ใน ห้วงอาลัยอาวรณ์ ซะหลายวัน (สังเกตจากเอ็นทรี่ที่ผ่านๆมา) อยู่ดีๆ ก็เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่า จริงๆแล้ว "กิ้งกือมีกี่ขากันแน่?" ตอนแรกมันเป็นคำถามทีเล่นทีจริง ที่เขียนไว้กวนประสาทชาวบ้านในเอ็นทรี่ก่อนๆ (อ่านได้จากที่นี่ Entry-20071025) แต่พอจะลงมือนั่งนับเอง ก็เกรงว่า กว่าจะได้คำตอบ ก็คงหัวหงอกแถมตาบอดกันพอดี

"มันต้องมีใครซักคน เคยนับจำนวนขาของกิ้งกือ ไว้แล้วล่ะน่า" นึกถึง Google ขึ้นมาทันใด

อา... ได้ผลเกินคาดแฮะ ในที่สุดเราก็ได้รู้ว่า กิ้งกือมีกี่ขา?

เกริ่น ข้อมูลที่น่าสนใจของ กิ้งกือ

1. กิ้งกือ หรือ Millipedes ในภาษาอังกฤษ จัดว่าเป็นสัตว์ที่มีจำนวนขามากที่สุดในโลก (Leggiest Animal) เมื่อขุดรากศัพท์ภาษาละตินขึ้นมา จะได้ความว่า Milli = Thounsand และ Poda = Ped = Foot (ที่มา : Wiki ) แปลเป็นไทยอีกที ก็คือ "ตัว 1,000 ขา!" ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงพากันเชื่อว่า กิ้งกือมีขาเป็นพัน! (ใครเชื่อแบบนี้ ยกมือขึ้น... เอาล่ะ เอามือลงได้ครับ เพราะยังไงก็ไม่รู้อยู่ดี ว่าใครยกมือบ้าง) ส่วนรากศัพท์ภาษาไทยยังสืบไม่พบ มีแต่ผู้เชี่ยวชาญ (เดาสุ่ม) จาก สถาบันฟิโล่ตุตะ บอกว่า คำว่า กิ้งกือ มาจาก พิลึกกึกกือ (อย่าไปเชื่อมันเชียว!)

2. กิ้งกือ ถือเป็นญาติห่างๆของ แมลง , แมงมุม , ปู และ กุ้ง! ฯลฯ (ใครชอบกินปูกินกุ้ง ห้ามรังเกียจก้ิงกือนะจ้ะ!) หรือ สัตว์ประเภทที่มีเปลือกหุ้มเป็นปล้องๆ และมีขายื่นออกมาข้างลำตัว กิ้งกือ จัดอยู่ใน Class Diplopoda กลุ่ม Myriapoda (แปลว่าอะไร ก็ไม่รู้เหมือนกัน ดูที่มา : insected.arizona.edu) เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ แยกประเภทของ กิ้งกือ ได้แค่ 7 สายพันธุ์ แต่ปัจจุบัน ใน "ฐานข้อมูลกิ้งกือโลก" มีการบันทึกและจำแนกความแตกต่าง ของกิ้งกือ ได้กว่า 12,000 สายพันธุ์ แต่ประเมินกันว่า จริงๆแล้ว มีกิ้งกือไม่น้อยกว่า 80,000 สายพันธุ์! บนโลกไปนี้ (ที่มา : fieldmuseum.org)

3. กิ้งกือ เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างสมมาตรหรือร่างกาย 2 ข้างสมดุลกัน (Bilateral Symmetry) ปกติ ลำตัวแต่ละปล้องของกิ้งกือ จะมีขาโผล่ออกมาปล้องละ 2 คู่ หรือ 4 ขา ยกเว้นบางปล้องบริเวณส่วนหัว จะมีแค่ 1 คู่ ดังนั้น พวกมันจึงมี "จำนวนขา" เป็น "เลขคู่" (ยกเว้น บางตัวที่ พิการ , กลายพันธุ์ หรือ เป็น กิ้งกือนอกคอก!) ส่วน กิ้งกือน้อย ที่เกิดใหม่อาจจะมีขาไม่ถึง 10 ขาด้วยซ้ำไป!

กิ้งกือ ไม่ใช่สัตว์มีพิษ แต่เรามักจะสับสนพวกมันกับ พวกตะขาบ ตะเข็บ (Centipedes = ไอ้ตัวร้อยขา!) ซึ่งเป็นสัตว์มีพิษ กิ้งกือ ถือเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของป่า หรือ แม้แต่บ้านเรือน เพราะมันทำหน้าที่ในการย่อยเศษขยะอินทรีย์ แล้วคืนธาตุอาหารสู่ผืนดิน กิ้งกือเป็น สัตว์มังสวิรัต นะจ้ะ มันกินแต่ซากพืชเป็นอาหารอย่างเดียว ส่วนพวก ตะขาบ มันกินสัตว์อื่นเป็นอาหาร (ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ มีเอกสารภาษาไทยให้ดาวน์โหลดด้วยนะ : IntroMillipedThai.pdf)

4. เอาล่ะ พล่ามรายละเอียดแต่พองาม มาดู ข่าวเด่่นประเด็นร้อน ของกิ้งกือกันดีกว่า

เมื่อปีที่แล้ว วงการ กิ้งกือโลก ก็ได้ฮือฮากันเป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปี เมื่อ Paul E. Marek & Jason E. Bond สองนักวิจัยหนุ่มผู้หลงใหลกิ้งกือเป็นชีวิตจิตใจ จาก East Carolina University ได้ค้นพบ กิ้งกือ ที่มีจำนวนขามากที่สุดในโลก ในรอบ 80 ปี! พวกเค้าไล่จับ กิ้งกือ แถว California จำนวน 12 ตัว มานั่งนับขาของพวกมัน (เห็นไหม ว่าเคยมีคนนับจำนวนขากิ้งกือไว้แล้ว อย่่างน้อยก็ 2 คน และมีกิ้งกือที่เคยถูกนับจำนวนขาแล้ว อย่างน้อยก็ 12 ตัว!) ผลที่ได้คือ กิ้งกือตัวเต็มวัยมีจำนวนขาตั้งแต่ 318 - 666 ขา และกิ้งกือตัวที่มีจำนวนขามากที่สุด คือ 666 ขา เป็น กิ้งกือเพศเมีย สายพันธุ์ Illacme Plenipes (มันชื่ออะไร ตามข่าวไม่ได้บอกไว้!)

Malek บอกว่า "ปกติกิ้งกือตัวเมียจะมีขามากกว่าตัวผู้ครับ และขาของพวกมันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามอายุด้วย" นอกจากนี้ Malek ยังได้เก็บ "Sperm" ของกิ้งกือตัวผู้ ไว้เป็นตัวอย่างด้วย! (อืม... หมอนี่ แฟนพันธุ์แท้กิ้งกือจริงๆ!)

ส่วน กิ้งกือที่มีจำนวนขามากที่สุดในโลกนั้น เท่าที่มีมนุษย์เคยนับไว้ คือ 742 ขา! เป็นสายพันธุ์ Illacme Plenipes เช่นเดียวกัน ค้นพบที่ Tobago เมื่อปี 1926 หรือ เมื่อ 80 ปีที่แล้วโน่นแน่ะ!
(ที่มา : sciencenews.org)

เป็นอันว่า กิ้งกือ ไม่ได้มี 1,000 ขา อย่างชื่อที่เรียกมัน หรืออย่างที่หลายๆคนเข้าใจ มากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยนับ คือ 742 ขาเท่านั้น! (ใช้คำว่า "742 ขาเท่านั้น" คงไม่เหมาะเท่าไหร่ ควรใช้คำว่า "ตั้ง 742 ขาาาา!")

มีใครสนใจจะ นับขากิ้งกือ ทำลายสถิติโลกไหมครับ?


ส่วนอีกข่าวนึง ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน เป็นข่าวของ เด็กไทยกับกิ้งกือครับ

เมื่อปี 2545 - 2546 เด็กไทย 3 คน คือ จารุพล สถิรพงษะสุทธิ , ณัฐดนัย ปุณณะนิธิ และ ภูมิยศ วิมลกิตติวัฒน์ ได้เสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ชื่อ "ก้าวย่างไปกับกิ้งกือ (Walking With a Millipede)" ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เหตุมาจาก 1 ใน 3 คนนั้น ได้จับกิ้งกือมาแหย่เพื่อนๆ ให้โวยวายคลุ้งคลั่งเล่นๆ แล้วไม่รู้อีท่าไหน ถึงได้เกิดอยากรู้ว่า "กิ้งกือมันมีขาตั้งเยอะแยะ แล้วทำไมเวลาเดิน ขามันไม่พันกันหว่า?" นั่นแหละครับ คือที่มาของ โครงงานวิทยาศาสตร์รางวัลชนะเลิศประจำปี 2546 ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ชนะเลิศระดับประเทศยังไม่พอ ยังไปชนะเลิศระดับโลกด้วย ในงาน the 2004 Intel International Science and Engineering Fair ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

เด็กพวกนี้ไม่ธรรมดาครับ เพราะได้ผลการศึกษาออกมาใน รูปของสมการคณิตศาสตร์ อธิบายการเคลื่อนที่ของขากิ้งกือ โดยมีทฤษฎีรองรับอีกต่างหาก! สรุปสั้นๆ เท่าที่ผู้ใหญ่สมองตื้ออย่างผมเข้าใจก็คือ กิ้งกือมันเคลื่อนขาแต่ละขาเป็นวงคลื่น (ภาษาคณิตศาสตร์ที่ผมไม่เข้าใจเรียกว่า "ไซคลอยด์ (Cycloid)" ใครลองอ่านเพิ่มเติมเอาเองได้ที่ : thailearn.net และ bbznet.com)

สมการการเดินของกิ้งกือ



อืม... โลกใบนี้ มีเรื่องที่เราไม่รู้อีกมากมายเลยทีเดียว การศึกษาสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญต่อชีวิตเราเลย อาจจะเปลี่ยนความเข้าใจที่เรามีต่อโลกใบนี้ ได้เหมือนกันนะครับ อย่างเรื่องของกิ้งกือเนี่ย ถ้าไม่มีใครไปนั่งนับขามัน เราก็คงไม่รู้หรอกว่า มันมีประโยชน์ต่อโลกยังไง หรือ ถ้าน้องๆเด็กไทยทั้ง 3 คนนั้น ไม่หาวิธีอธิบายลักษณะการเดินของกิ้งกือแล้วล่ะก็ เราก็คงไม่มีทางรู้ว่า ทำไมกิ้งกือถึงไม่สะดุดขาตัวเองหัวทิ่ม ทั้งๆที่มันมีขาตั้งหลายร้อยขา!

"ความไม่รู้" และ "ความอยากรู้" เป็นบ่อเกิดของ "ความรู้" ครับ


GiBB☯ View my profile