เมื่อ "ตูด" สอนผมเรื่องการเมือง
posted on 30 Apr 2008 07:00 by nosalaryguy in EducationsREAD ENTRY
เอนทรี่นี้ไม่ได้ตั้งใจจะพูดเฉพาะเจาะจงถึงเรื่อง "ตูด" นะครับ ผมแค่ต้องการอ้างถึงเรื่องราวที่หลายคน อาจจะคาดไม่ถึงว่ามันเกี่ยวกับการเมือง แต่ครูท่านหนึ่ง ได้เบิกทวารความรู้ให้ผมเห็นว่า ปริมณฑลของการเมืองนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ขนาดไหน มันแทรกซึมไปซะทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ที่แคบๆอย่าง "รูตูด" [ ลองตามลิงค์ไปอ่านกันเอาเองนะครับ แล้วคุณจะได้สัมผัสงานวิชาการที่มีรสชาติแปลกๆ ภาพตัวแทนของตูด : ธเนศ วงศ์ยานนาวา ]
หลังจากนั่งอ่านคอมเมนต์ในเอนทรี่ที่แล้ว ทำให้ผมมั่นใจในความคิดของตัวเองอย่างหนึ่งคือ "ไม่มีใครเป็นตัวแทนความคิดของใครได้" เพราะไม่มีใครคิดอะไรเหมือนกันทั้งหมด โดยเฉพาะในเรื่องการเมือง ก็เลยหวนคิดถึงห้องเรียนรัฐศาสตร์อีกครั้ง เพราะมันมีบรรยากาศการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และแม้แต่ละคนจะคิดต่างกัน แต่เราใช้เหตุผลคุยกันได้โดยไม่ต้องตัดสินว่า ใครถูกหรือใครผิด และบรรยายกาศแบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีครูที่ใจกว้าง รับฟังพวกเรา ก่อนที่ศิษย์เนรคุณอย่างผมจะนินทาครู ขอนินทาสาขาวิชาที่ตัวเองเคยเรียนซักนิดนึงก่อนนะครับ (จะได้เนรคุณยกเซ็ตไปเลยไง)
อะไรเหรอ รัฐศาสตร์?
คำว่า รัฐศาสตร์ ไม่เหมาะที่จะเอามาเป็นชื่อของสาขาวิชานี้ เพราะเราไม่ได้เรียนกันแค่เรื่อง รัฐ และเรื่องที่เราเรียนก็ไม่ได้มีความเป็น ศาสตร์ อีกด้วย (ในความหมายของวิธีการแสวงหาความรู้ ที่ต้องการความแน่นอนแบบวิทยาศาสตร์นะครับ มันมีที่มาที่ไปของชื่อเหมือนกัน แต่ผมจำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่ายุคหนึ่งก่อนผมเกิด รัฐศาสตร์และวิชาสายสังคมศาสตร์ทั้งหลาย เคยถูกพยายามทำให้เป็น ศาสตร์ โดยใช้วิธีการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ เช่น สถิติตัวเลขหรือการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อตอบปัญหาด้านการเมืองและสังคม ทุกวันนี้ก็เลยเรียกกันว่า รัฐศาสตร์ หรือ Political Science นั่นเอง) มันเลยทำให้หลายคนเข้าใจว่า รัฐศาสตร์ศึกษากันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐและสถาบันการเมือง หรือมองว่ามันคล้ายกับวิชาชีพเฉพาะด้านแบบหนึ่ง สำหรับข้าราชการมหาดไทย หรือ นักการเมือง เป็นต้น
แม้ว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมจะใช้ชีวิตนอกห้องเรียนซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะการนั่งเรียนทฤษฎีเป็นเรื่องที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับผม เรื่องพวกนี้ผมหาหนังสือจากห้องสมุดมาอ่านเองก็ได้ แต่วิชาที่ผมโดดเรียนน้อยที่สุด คือ กลุ่มวิชาปรัชญาและแนวคิดทางการเมืองครับ ไม่ใช่เพราะไม่มีหนังสือให้อ่าน หรืออาจารย์เขี้ยว(ลากดิน)เป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะมันทำให้ผมรู้ว่า ครู กับ ตำรา นั้นแตกต่างกันยังไง
เหล่าปรมาจารย์ทั้งหลายของผม ท่านไม่ได้เสี้ยมสอนให้ผมคิดอะไรสุดโต่งหรอกนะครับ แต่ท่านช่วยเปิดกะลาให้ผมสร้างมุมมองของตัวเอง และที่สำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับท่าน (เรื่องเกรดค่อยว่ากันอีกที) ผมเรียนปรัชญาและแนวคิดทางการเมืองกับครูหลายคน ทั้งวิชาบังคับขืนใจและวิชาเลือกเสรี แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับท่านเหล่านั้นนะครับ เพราะผมแทบจะไม่เคยยุ่งกับโลกส่วนตัวของเหล่าปรมาจารย์เลย แม้ความรู้ที่อาจารย์ให้มา ผมจะเก็บเข้ากรุไปหมดแล้ว แต่ด้วยความเคารพและคิดถึง ผมจึงอยากเขียนถึงท่านเหล่านั้นครับ
ศิษย์นินทาครู
ผมเรียนปรัชญาการเมืองเบื้องต้น กับ อาจารย์เกษียร เตชะพีระ โดยมี นิยายเรื่อง การิทัตผจญภัย เป็นตัวแทนของการแสวงหาระบอบการเมืองที่ดีที่สุด ซึ่งผมจำเนื้อหาในนิยายเล่มนั้นไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าอาจารย์เกษียรสอนได้มันโคตรๆ เพราะหลายครั้งที่พูดถึงแนวคิดของตัวละครตัวใด แกก็จะสวมบทบาทของตัวละครตัวนั้นทันที (ลองนึกภาพละครเวที ที่นักแสดงคนเดียวต้องเล่นทุกบทบาทสิครับ ยิ่งกว่าเดี่ยวไมโครโฟนอีกนะนั้น)
ต่อมาผมได้เรียนวิชาความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงทางการเมือง กับ อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ชัยวัฒน์เป็นครูที่ใจดีมาก เพราะใส่ใจพวกเราทั้งเรื่องเรียนและเรื่องกิจกรรม แต่แกมักจะมีคำถามให้พวกเรากุมขมับกลับบ้านเสมอ ผมก็จำไม่ได้อีกนั่นแหละว่าแกสอนอะไรผมมั่ง จำได้แค่ว่า ตอนนั้นผมกำลังฟิตซ้อมเพื่อแข่งมวยภายในมหาวิทยาลัย แล้ววันนึงอาจารย์ก็ถามขึ้นมาว่า "คุณคิดว่า การชกมวย แบบมีกติกา ถือเป็นความรุนแรงไหม?" จนทุกวันนี้ผมยังตอบคำถามนี้ไม่ได้เลยครับ!
บุรุษท่านต่อมา คือ อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา ที่ผมอ้างถึงไปแล้ว ลักษณะทางกายภาพของอาจารย์ธเนศไม่มีอะไรแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป ทั่วไปซะจน แทบทุกคนที่เห็นแกครั้งแรก ไม่คิดว่าแกคือ อาจารย์น่ะสิ! คงเป็นเพราะการไว้ผมยาว (บางทีก็ตัดผมบ็อบแบบเด็กนักเรียนหญิง) ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ และรองเท้าแตะ มาสอนหนังสือ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเรียนวิชาอะไรกับอาจารย์ธเนศ เพราะเวลาสอนหนังสือ แกจะเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งเวลาไว้ให้พูด แต่คำพูดที่ออกมาอย่างไร้อารมณ์นี่สิ ทำให้พวกเราตกตะลึง ลองนึกภาพหุ่นยนต์สอนวิชาเพศศึกษาควบปรัชญาการเมืองดูนะครับ ถ้าคำพวกนี้หลุดออกจากปากของคนอื่น คงถูกตราหน้าว่าเป็นพวกหมกมุ่น ยกเว้นอาจารย์ธเนศคนนี้นี่แหละ อาจารย์ธเนศศึกษาเรื่องที่ "ล้ำๆ" หลากหลายมาก แต่ส่วนใหญ่พวกเราจะสนใจเฉพาะเรื่องเพศครับ เมื่ออยู่นอกห้องเรียนแกจะสลัดคราบหุ่นยนต์ทิ้ง แล้วกลายเป็นคนยิ้มง่ายและอัธยาศัยดีีมากๆ
หนุ่มหล่อผมยาวคนต่อมาที่หลายคนอาจจะรู้จัก เพราะตำนานฉีกบัตรเลือกตั้ง คือ อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร ปกติอาจารย์ไชยันต์จะสอนอยู่แถวสามย่าน แต่ในภาวะขาดแคลนคนสอนปรัชญาการเมือง ช่วงนั้นก็เลยข้ามถิ่นมาสอนแถวท่าพระจันทร์ด้วย แม้หลายคนจะตีตราว่าแกเป็น พวก postmodern เพราะสนิทสนมกับอาจารย์ธเนศ แต่แกคงเชี่ยวชาญด้านปรัชญากรีกโบราณมากกว่า (pre-modern) เพราะวิชาที่ผมเรียนกับแก ผมต้องอ่านงานเขียนของ เพลโต (plato) แบบคำต่อคำ (รวมทั้งคำที่ซ่อนไว้ไม่ได้เขียนด้วย) สรุปว่าทั้งเทอมเราอ่านกันได้ไม่กี่หน้า แต่ผมแทบจะละเมอเป็นภาษากรีก! พอปลายภาคผมส่งข้อสอบเป็น เรื่องสั้น ให้หมีพูห์สนทนากับโสเกรตีส(อาจารย์ของเพลโต) เพื่อบอกประมาณว่า จะคุยกันไปทำไมเรื่องปรัชญา อ่านวินนี่เดอะพูห์สนุกกว่าเป็นไหนๆ (ท่าทางอาจารย์จะเห็นด้วย เพราะให้ A ผมมาเฉยเลย)
อีกท่านหนึ่งที่ผมไม่กล้านินทามาก เพราะท่านเป็นนักวิชาการที่เป็นนักวิชาการมากๆ (ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง) คือ อาจารย์ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร แม้ภายนอกจะดูเหมือนอาจารย์สอนธรรมะ แต่เรื่องที่แกสอนนั้นมีตั้งแต่ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม จนถึง การเมืองบนขาหยั่ง(ตรวจภายใน) เลยทีเดียว จำได้ว่าตอนนั้นเพลง "คุณลำไย" และ "มอเตอร์ไซค์ฮ่าง" ดังมาก ผมเลยถือโอกาสทำเปเปอร์เรื่อง "เหตุใดคุณลำไยจึงไม่ยอมซ้อนมอเตอร์ไซค์ฮ่าง?" โชคดีที่อาจารย์ไม่ให้ผมสอบตก!
ใครจะคิดอะไรก็คิดไป แต่...
หลายคนที่อ่านถึงตรงนี้ อาจจะสงสัยว่า ไอ้ที่ผมไปเรียนมาน่ะ มันคือวิชาการเมืองแน่เหรอ? คำตอบคือ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ! เพราะนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในความทรงจำของผม ยังมีอาจารย์ที่ผมเคารพรักอีกหลายท่านที่ผมไม่ได้กล่าวถึง และผมเขียนถึงอาจารย์ของผม ก็เพราะว่าพวกท่านไม่เคยบังคับให้ผมคิดเหมือนกับท่าน เราจะคิดอะไรก็ได้ แต่ขอให้รู้จักฟังคนอื่นด้วย จากนั้นต่างคนก็ไตร่ตรองเอาเอง ว่าควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่ออะไร อาจารย์ไม่เคยพูดแบบนี้กับผมหรอกครับ แต่ท่านปฏิบัติให้เห็นชัดเจนเลย...
อย่างแรก อย่าไปมองอะไรที่ภายนอก (ดูตัวอย่างจากอาจารย์หลายๆท่านแล้ว)
//แอบงงหน้าแรกเล็กน้อย เล่น script เท่ๆอีกแล้วนะครับพี่
#1 By c vane on 2008-04-30 08:57