ใกล้สงกรานต์ เลยนึกอยากจะไปเที่ยวขึ้นมา เพราะนั่งอยู่หน้้าคอมฯทั้งวันทั้งคืน (จนก้นกับเก้าอี้แต่งงานกันไปแล้ว) แต่อีกใจก็กลัวคน(เยอะ) เพราะมันช่วงเทศกาล ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมไม่หวั่นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้สังขารร่วงโรย เพราะถูกอินเตอร์เน็ตและบุหรี่สูบวิญญาณไปเยอะ! เพื่อนฝูงร่วมแกงค์ก็ประสพเคราะห์กรรมจากการทำงานไม่แพ้กัน แม้ตัวเองจะเป็นมนุษย์ไร้เงินเดือน แต่เพื่อนๆไม่ใช่ ก็เลยหาคนไปเที่ยวด้วยยากเต็มที

ถ้าจะให้ผมโม้เรื่องเที่ยว... ให้เวลาเล่ากันเจ็ดชั่วโคตรยังน้อยไป (เห็นไหมเริ่มโม้แล้ว) เพราะผมเที่ยวดะไปทุกที่ ยกเว้น เที่ยวกลางคืน กับ เที่ยวผู้หญิง (ที่บ้านสอนมาดี) แต่การเที่ยวที่คิดว่าหลายคนคงยังไม่เคยลอง คือ โบกรถเที่ยว สมัยหนุ่มๆ(ตอนเรียนมหา'ลัย ซัก 7-8 ปีที่แล้ว) ผมชอบเดินทางฟรี ด้วยพาหนะแห่งความอารีย์ของผู้คน (ฟังดูดี แต่มันก็คือ โบกรถฟรีนั่นแหละ)

ใครที่เคยอ่านหนังสือของ คุณศุ บุญเลี้ยง เกี่ยวกับการโบกรถ(จำชื่อเรื่องไม่ได้) คงจะพอนึกภาพออก ว่า การหน้าด้านยืนโบกรถข้างถนนนั้นสนุกยังไง (เราโบกทุกคัน ยกเว้นรถโดยสารประจำทาง ฮา...) ความจริงผมและเพื่อนๆขาจ๊าบ (สมัยนั้น ยังฮิตคำว่า จ๊าบ กันอยู่) หน้าด้านกว่านั้นอีก ทั้งชายและหญิงร่วมแกงค์มีใบหน้าที่แกร่งพอกัน เป็นต้นว่า เมื่อเข้าตาจนจริงๆ เช่น ค่ำแล้วแต่ยังหาที่นอนไม่ได้ เราจะไปดักรอแถวแยกไฟแดง เพื่อเล็งเป้าหมาย รถจอดรอไฟแดงปุ้บ เราก็แยกย้ายกันออกปฏิบัติการเคาะกระจก มุขนี้ใช้ได้ผลมากกว่าการยืนโบกข้างถนนนะครับ (confirm!) เพราะเรามีเวลาเจรจาและแสดงอาการน่าสงสาร ให้กับคนขับรถใจดีได้เห็น เชื่อไหม คนไทย(ที่ขับรถตามต่างจังหวัด)ใจดีแทบทั้งนั้นแหละ บางคนจะพาเราไปเลี้ยงข้าวด้วยซ้ำ (เค้าคงคิดว่าไอ้เด็กมอมลงดอยพวกนี้ มันคงไม่มีสตางค์ค่ารถ สงเคราะห์ข้าวมันซักมื้อดีกว่า) บางคนก็ถึงขั้นจะรับอุปการะเป็นลูกบุญธรรมเลยก็มี (อันนี้ชักจะเวอร์แล้ว!)

ว่าไปแล้ว ก็มีวีรกรรมให้เล่าบานตะไท คุยจนต่อมน้ำลายแห้งก็ไม่จบ แต่ขอเริ่มที่สถิติที่น่าสนใจก่อนก็แล้วกัน (สถิติจากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์เอง)

1. ภาคที่โบกรถง่ายที่สุดคือ ภาคใต้ ครับ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แค่ขยับแขนวาดออกไปไม่กี่วินาที ก็มีรถจอดรับเราแล้ว อาจเป็นเพราะคนใต้ใจถึง เลยไม่กลัวพวกเราจะปล้น! แต่ตอนนี้อาจจะไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน เพราะสถานะการณ์รุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อก่อนพวกเราโบกรถข้ามจังหวัดแถวใต้เป็นว่าเล่น แถมเร็วกว่ารถโดยสารหวานเย็นอีกต่างหาก

2. ภาคที่เราใช้บริการพาหนะแห่งความอารีย์มากที่สุด คือ ภาคเหนือ ครับ อันนี้หลายคนคงเดาได้ว่าเพราะอะไร ก็ภาคเหนือมีแต่ภูเขาเต็มไปหมด รถที่วิ่งไปมาในเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยวพิลึกพิลั่นของพวกเราก็น้อยเต็มที ด้วยเหตุนี้ รถโบกของชาวบ้านใจดีจึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ถ้าดวงดีอาจจะได้เที่ยวเดียวถึงเลย แต่ส่วนมากพวกเราจะต้องโบกกัน 3-4 ต่อ กว่าจะถึงดอยชื่อประหลาดๆที่เราอยากไป (ประหลาดจนทุกวันนี้ ผมยังจำชื่อไม่ได้เลย คิดดู)

3. จังหวัดที่ต้องโบกรถทุกครั้งที่ไปถึง คือ จังหวัดเลย ครับ แม้บางทีจะขี้เกียจโบกกันตอนขาขึ้น แต่พอไปถึงก็ต้องโบกรถเที่ยวต่ออยู่ดี เพราะพวกเราไม่ชอบไปสถานที่ที่คนสติดีชอบไปกัน (อย่าง ภูกระดึง ผมก็เพิ่งจะไปเหยียบเมื่อตอนแก่นี่เอง) ผมไปจังหวัดเลยเกือบสิบครั้งเห็นจะได้ แต่จะไปอำเภอแถบชายแดนซะส่วนใหญ่ เช่น นาแห้ว , ด้านซ้าย , ภูเรือ และ ท่าลี่ ถ้ามีเวลาเหลือก็จะแวะออกไปเที่ยวพิษณุโลก เช่น ชาติตระการ , นครไทย (บางทีไถลออกไปประเทศลาวเลยก็มี) และแน่นอนพวกเราไม่ค่อยไปตามเส้นทางหลัก แต่เราก็โบกรถข้ามเขาข้ามดอยถึงเป้าหมาย(ที่คิดกันวันต่อวัน)จนได้

4. จังหวัดที่เราไม่เคยโบกรถฟรีได้เลย คือ กรุงเทพฯ ครับ เพราะโบกทีไรก็มีแท็กซี่จอดทุกที! อันนี้เป็นมุขครับ แต่ที่เคยลองโบกดู ใกล้กรุงเทพฯที่สุด เห็นจะเป็น รังสิต ต้องเดินถามเอาตามปั้มน้ำมัน อันนี้ต้องอาศัยหน้าที่หนาเป็นพิเศษ คนหน้าบางหมดสิทธิ แต่ผมก็เคยทำแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นนะครับ อย่างเช่นช่วงเทศกาล รถโดยสารจะเต็มหมด แต่เราดันนัดเพื่อนไว้ที่ "ดอยหกคะเมน"(นามสมมติ) ไม่ไปก็ไม่ได้เดี๋ยวเพื่อนล้อว่าใจเสาะ เลยต้องหน้าด้านเดินเคาะกระจกรถตามปั้มน้ำมัน ถ้าหลุดจากแถวปริมณฑลไป จะโบกรถไปไหนก็ได้ เพราะคนท้องถิ่นมีน้ำใจ มากกว่า จะคิดค่าน้ำมันกับเราครับ

5. ระยะทางการโบกรถต่อเดียวที่ไกลที่สุด คือ ลำปาง - กรุงเทพฯ (500 km. เห็นจะได้) เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงสงกรานต์นี่แหละ ประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ตอนนั้นกลับจากงานบวชเพื่อนที่พะเยา ก็ไปกัน 12-13 คน ปกติถ้าไปกันเยอะขนาดนั้นเราจะไม่โบกรถหรอกครับ (เพราะคงไม่มีใครจอดรับแน่ๆ) แต่คราวนี้ไม่รู้อะไรมาดลใจพวกเรา จนต้องแบ่งเป็น 2 ทีม แข่งกันโบกจาก พะเยา กลับ กรุงเทพฯ ก็โบกกันหลายต่อ ผลัดกันแซงบ้างตามบ้าง เวลาที่สะใจที่สุด คือ เวลาที่เห็นทีมคู่แข่ง(ก็เพื่อนกันนี่แหละ)กำลังยืนโบกรถอยู่ข้างถนน แต่เรานั่งกินลมชมวิวท้ายรถกระบะเรียบร้อยแล้ว หวี้ดวิ่ว..ววว (นิสัยแย่มาแต่กำเนิด รถตัวเองก็ไม่ใช่) ในที่สุดก็มาเจอกันที่ลำปาง พร้อมกับ BIG Surprise! จำได้ว่าทีมผมมาถึงก่อน แต่ยังหารถไม่ได้ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีรถบัสคันโตแบบรถบริษัททัวร์(ซึ่งไม่ใช่รถโดยสารประจำทาง)บีบแตรเรียกพวกเรา พอรถจอด พรรคพวกที่ถูกเราเยาะเย้ยก่อนหน้านี้ ก็ส่งเสียงโห่ฮาออกมาจากรถบัสคันนั้น ลูกกะตาผมแทบจะปลิ้นออกมา เพราะไม่อยากเชื่อว่าพวกมันจะทำได้ เออ... มันแน่ว่ะ แม่xเล่นโบกรถบัสเลย!!! แล้วเราก็กลับมาเป็นเพื่อนกันตามเดิม เพราะเราก็นั่งรถบัสใจดีคันนั้นกลับกรุงเทพฯพร้อมกันทั้งโหล(รถบัสคันนี้ ตีรถเปล่าลงมารับลูกทัวร์ที่กรุงเทพฯครับ แต่เผอิญคนขับใจดี ทนไม่ไหวที่เห็นเหล่านักศึกษาอนาถาโบกรถอยู่ข้างถนน เลยเก็บพวกมันมาส่งที่บ้านซะ!)

6. ระยะทางการโบกที่ใกล้ที่สุด คือ 50 เมตร ครับ เหตุเกิดแถวอำเภอเด่นชัย (จ.แพร่) เป็นขาขึ้นไปงานบวชที่พะเยานั่นแหละ แต่เราแยกย้ายกันขึ้นไป เพราะช่วงสงกรานต์รถโดยสารเต็มทุกเที่ยว ผมไปกับเพื่อนอีกคน โบกตั้งแต่ตอนบ่ายจากนครสวรรค์ จนมาถึงเด่นชัยตอนหัวค่ำ แล้วก็มีรถปิ๊คอัพคันนึงจอดรับ ถามว่าเราจะไปไหน คุยกันอยู่นานมาก แล้วเค้าก็บอกว่าจะไปส่งถึงพะเยาเลย แต่พอนั่งรถมาได้ไม่ถึง 50 เมตร เค้าก็บอกว่า "น้องนั่งรถบขส. ดีฝ่า พี่มาววววววมาก คงไปส่งไม่ไหว!" เราก็ถามว่าขึ้นรถบขส. ได้ที่ไหน พี่แกก็บอกว่า "นี่งายยยย พี่มาส่งที่ท่ารถแล้วววว" ผมกับเพื่อนมองตากันปริบๆ คิดในใจ "เออ ท่ารถก็ท่ารถ แต่นี่มันปั้มน้ำมันชัดๆนี่หว่า" พี่แกคงจะเมามากจริงๆจนเห็นปั้มน้ำมันเป็นท่ารถบขส. แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีของทั้งสองฝ่ายที่เค้าขับต่อไปไม่ไหว เพราะหมอนี่ เมาแล้วขับ มาตั้งแต่สุโขทัยโน่นแน่ะ!

โอ้ ว่าจะไม่เล่าอะไรมากแล้วเชียว แต่ก็อดไม่ได้ เอาไว้โอกาสต่อไปค่อยมาเล่าต่อดีกว่า เพราะวีรกรรมยังไม่หมดเพียงเท่านี้ (เขียนไปก็ชักจะมันมือ อยากเขียนต่อ!)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มาขอนแก่นบ้างสิค่ะ

อิอิอิ

ถ้าเจอได้จอดรับค่ะ พี่

รักษาสุขภาพ เรื่องงาน เรื่องยาสูบนะค่ะdouble wink
อ่านสนุกครับ

เหมือนได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเลย


Hot! Hot!

#2 By D û D e ` z on 2008-04-20 01:41

สมัยหนุ่มๆเคยแบกเป้ไปโบกรถเที่ยวแถว ตาก สุโขทัย เหมือนกัน เป็นประสบการณ์ที่สนุกมาก
คิดว่าชีวิตนี้คงไม่ได้ไปทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว หนังสือคุณสมจุ้ย เล่มนั้นถ้าจำไม่ผิดจะชื่อ "หนุ่มนักโบก กับ สาวขี้บ่น" ครับ

#3 By zarawut on 2008-04-24 10:48

ไม่เคยโบกเลย !!

แต่ได้อ่านแล้วสนุกดีคับ อยากลองโบกบ้างจัง

(ปกติผมจะโดนโบกประจำ ตอนตัดผมสั้นๆ แล้วเพื่อนจะล้อว่า เกรียน!! เหอะๆ ไม่ใช่และ)

#4 By Sypiac on 2008-05-04 02:43

GiBB☯ View my profile