บอกไว้เผื่อใครงง : คลิ๊กที่ READ ENTRY เพื่ออ่านข้อความแต่ละโพสต์นะครับ

READ ENTRY

ผมเป็นเจ้าของหมู่เกาะครับ!

หลังจากจัดการฝังศพตัวเองเรียบร้อยเมื่อเอนทรี่ที่แล้ว... ก็ยังไม่สามารถฟื้นคืนชีพใน exteen ได้ซะที เพราะภาระกิจในยมโลกยังค้างอยู่อีกหลายโคตรกรณี ช่วงนี้ผมกำลังจัดการโปรเจ็คต์ส่วนตัวหลายๆอย่าง ที่มันกระจัดกระจายเข้าขั้นกระเจิดกระเจิง เพราะได้เวลาสังคายนากำจัดขยะทั้งหลายออกไปจากความทรงจำ แล้วก็ปรับปรุงให้มันดีขึ้น ผมกำลังอัพเดตและอัพเกรดเว็บไซต์หลายๆที่ของตัวเองน่ะครับ ก่อนหน้านี้มันแยกกันอยู่เป็นหย่อมๆ เหมือนหมู่เกาะในมหาสมุทร จะติดต่อกันทีก็ลำบาก ต้องรื้อหา username กับ password กันขี้แตกเลย แถมใช้เว็บโฮสต์หลายที่ จนบางเว็บลืมไปเลยว่าไม่ได้แบ็คอัพข้อมูลตั้งหลายเดือน บางโดเมนก็จะหมดอายุแล้วด้วย อันนี้คนทำเว็บรุ่นใหม่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ

แล้วผมก็ได้รู้ว่า... นิสัยเสียที่ผมแก้ไม่หายคือ ไม่ทำอะไรให้เสร็จเป็นอย่างๆไป พูดง่ายๆคือไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนั่นแหละ บางทีเกิดปิ๊งไอเดียบางอย่างขึ้นมา ก็ลงมือทำเลยแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ พอทำได้ซักพักก็จะเกิดปัญหาชวนอึ้ง ถ้าแก้ได้ก็ทำต่อ ถ้าแก้ไม่ได้ส่วนมากจะทิ้ง แล้วก็ลืมมันไปเลย ผลเสียที่ตามมาก็คือ มันไม่เกิดผลผลิตเป็นชิ้นเป็นอัน ก็เป็นหย่อมๆเหมือนหมู่เกาะอย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ แต่ข้อดีคือมันได้เรียนรู้ทักษะหลายๆอย่างในเวลาไล่เลี่ยกัน (จนกลายเป็นคนฟุ้งซ่าน) อันนี้หมายถึงงานที่เป็นโปรเจ็คต์ส่วนตัวน่ะครับ ถ้าเป็นงานลูกค้าเค้าจะมีเส้นตายมาบีบคอให้เราส่งงาน ถ้าไม่ส่งก็โดนเชือด อดเงิน!

คนทำระเบิดแสวงเครื่อง

ว่าไปแล้ว ผมยังไม่เคยเขียนเกี่ยวกับการทำงานของตัวเองใน NoSalaryGuy เลยนะ อุตส่าห์อ้างตัวว่าเป็น มนุษย์ไร้เงินเดือน แต่กลับไม่เคยบอกใครว่าตัวเองมีชีวิตรอดอยู่ได้ยังไง เพราะกลัวชาวบ้านจะจับไต๋ได้ ฮา... ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ ผมเพียงแต่อธิบายได้ยากว่าตัวเองทำอะไร เพราะทำงานแบบจับฉ่ายหลากหลายสายงานมากๆ ตั้งแต่ รับจ้างเขียนงานวิจัย , เขียนสคริปต์รายการโทรทัศน์ , ถ่ายทำและตัดต่อวิดีโอ ตอนนี้ก็รับจ้างทำเว็บไซต์เป็นหลัก บางงานก็ควบหลายๆอย่างรวมกัน เช่น ถ่ายวิดีโอและตัดต่อ แล้วก็อัพโหลดไปใส่ในวิดีโอบล็อกของลูกค้า เป็นต้น จนมันเหมือนคนทำระเบิดแสวงเครื่องที่จับโน่นโยนนี่ มาประกอบกันมั่วไปหมด [ ถ้าใครอยากดูตัวอย่างงานวิดีโอเก่าๆบางส่วนของผม ลองไปที่ youtube.com/sungsit และโปรเจ็คต์ที่ทำกับเพื่อนที่เชียงใหม่ แต่ดองไว้ตั้งแต่ต้นปียังไม่เสร็จเลย pixelisto.com ] สรุปสั้นๆว่า ผมเป็นฟรีแลนซ์รับจ้างทั่วไปครับ (Freelancer = ไอ้หอก! เออ... บอกแค่นี้คนเค้าก็เข้าใจแล้วล่ะ จะพล่ามทำไมตั้งยืดยาว?)

ส่วนมากคนที่กล้าจ้างผมทำงาน เค้าจะรู้อยู่แล้วว่าไอ้บ้านี่มันเป็นมนุษย์ประเภทไหน คือ ต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อนเริ่มงาน บอกมาให้ชัดว่าต้องการอะไร หลังจากนั้นก็ต้องปล่อยให้ผมทำของผมไป อย่ามาเซ้าซี้ ย้ำ อย่ามาเซ้าซี้ เนื่องจากผมจะไม่ติดต่อกับใครเลยในช่วงทำงานดราฟต์แรก เพราะลูกค้าบางคนไอเดียบรรเจิดมากครับ คือ อยากได้โน่นได้นี่เพิ่มเติมทุกวินาที (ผมขึ้เกียจอธิบายกับเค้าซ้ำๆว่า คุณฟันงบให้ผมได้เท่านี้ แปลว่าผมก็ต้องทำเท่าที่เราตกลงกันตอนแรก ถ้าต้องการมากกว่านั้น ก็ต้องเริ่มคุยกันใหม่ มันเสียเวลาครับ) ถ้าดราฟต์แรกเสร็จผมจะส่งไปให้ลูกค้าดู แล้วเค้าจะด่าผมยังไงก็ได้ เพราะมันต้องแก้อยู่แล้ว ช่วงแก้งานนี่แหละที่ลูกค้าจะเป็นนายของผมอย่างแท้จริง เพราะถ้าขืนไม่ฟังเค้า ก็คงต้องแก้งานไม่รู้จบ อดเงิน!

มนุษย์ที่ไม่สามารถจำแนกเวลาได้

ผมไม่ใช่ฟรีแลนซ์ที่ดีหรอกนะครับ เพราะไม่ค่อยมีวินัยในการทำงานและไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอนด้วย นั่นหมายความว่า แทบจะขีดเส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงานกับเวลาว่างออกจากกันไม่ได้เลย ชีวิตก็เลยสับสนมาก เวลาคนอื่นถามว่าว่างมั้ย ผมก็จะตอบว่าว่าง แต่พอเค้าชวนไปทำงานหรือเที่ยวไกลๆ ผมกลับบอกว่า กูติดงานว่ะ เพราะต้องใช้อินเตอร์เน็ตทุกวัน ถ้าไปเที่ยวป่าเหมือนเมื่อก่อนล่ะหมดสิทธิ์ และส่วนมากผมจะทำงานตอนกลางคืน คือ ตื่นตอนหัวค่ำแล้วทำงานถึงเช้า นอนตอนกลางวันแทน ซึ่งจริงๆมันไม่ค่อยดีนะครับ เพราะลูกค้าเค้าทำงานกันตอนกลางวัน มันเลยมีปัญหาเรื่องการติดต่อสื่อสารกัน

ช่วงที่ผ่านมาผมก็เลยเริ่มมองไปที่ตลาดที่เค้าทำงานเวลาเดียวกับผม คืออยู่อีกซีกโลกนึงครับ แต่ปัญหาคือ ยังสร้างคอนเน็คชั่นไม่ได้ แม้จะมีเพื่อนคนไทยอยู่หลายประเทศ แต่ก็ไม่ได้ทำงานสายเดียวกับผม เลยหาช่องเจาะตลาดลำบาก แต่ก็ต้องพยายามกันต่อไป เพราะงานฟรีแลนซ์ส่วนมากทั้งเมืองไทยและเมืองนอก จะอาศัยลูกค้าเดิมเป็นฐานแล้วแนะนำกันไปเรื่อยๆครับ ประสบการณ์สอนผมให้รู้ว่า ไม่ต้องสร้าง look ให้มันเลิศเลอ เพราะลูกค้าไม่ได้สนใจที่ตัวเรา เค้าสนใจแค่เรื่องงานของเค้า และเค้าจะจ้างเราก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าเราทำสิ่งที่เค้าต้องการได้แน่ๆ หลังจากนั้นถ้าเค้าพอใจงานที่เราเคยทำให้ เค้าก็จะแนะนำเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานให้มาเป็นลูกค้าของเราเองครับ

ไม่มีลูกค้า มีแต่ขยะ!

ปัญหาตอนนี้ของผมคือ ผมยังไม่มีลูกค้าประจำ ซึ่งฟรีแลนซ์ทุกคนจะต้องพบเจอปัญหานี้อยู่แล้วในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะในสายงานเว็บไซต์ที่ผมเลือกทำตอนนี้ ซึ่งถือว่าใหม่มากสำหรับผม ส่วนงานด้านอื่นผมก็แทบจะไม่ได้ทำแล้ว เพราะทุ่มเวลามาทำด้านนี้ จนลูกค้าเก่าหายหมด แต่ผมยังไม่หมดกำลังใจหรอกนะครับ เพราะมันเพิ่งจะเร่ิมต้น เหมือนตอนที่ผมเปลี่ยนงานจากนักวิจัยไปทำรายการโทรทัศน์นั่นแหละ มันต้องใช้เวลาเรียนรู้และทุ่มเทอย่างมาก กว่าจะรู้เรื่องการเขียนบท , รู้มุมกล้องจนกำกับรายการและตัดต่อได้ ต้องใช้เวลา และเช่นกัน กว่าผมจะเข้าใจพื้นฐานของการทำเว็บไซต์ ก็ต้องผ่านการลองผิดลองถูก ผมเคยเสียเวลาไปกับโค้ดขยะมากมาย เพื่อเรียนรู้ว่า มันไม่จำเป็นต้องเอามาใช้เลย!

เรื่องโค้ดขยะนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมกลับมาเล่นและเขียนบล็อกใน exteen เลยนะครับ มีช่วงที่ผมหายไปจากที่นี่ถึง 4 เดือนเต็มๆ เพื่อไปเรียนรู้โค้ดขยะ แล้วผมก็กลับมาที่นี่เพราะ exteen ไม่ได้เร่ิมต้นด้วยโค้ดขยะ (แต่ใครจะเอามาสุมเองเหมือนที่ผมทำ ก็แล้วแต่ความพอใจนะครับ) โครงสร้างของ exteen ในส่วน frontend แบ่งแยกชัดเจนดีมาก ระหว่าง Content (HTML) - Presentation (CSS) - Behavior (Javascript) หรือที่หลายคุณทราบว่าเป็นหลักการของ Web Standards นั่นแหละครับ ซึ่งมันเป็นข้อดี ที่ทำให้เราสามารถปรับแต่งบล็อก/เว็บไซต์ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะเจ๊งทั้งหมด! (แต่พอเจอ IE ก็ต้องจอดซ่อมกันอยู่ดี ฮา...) ใครจะด่าผมก็ยอม แต่ผมขอบอกว่า เว็บไซต์ส่วนใหญ่นั้นดีไซน์และเขียนโค้ดกันมั่วมากๆๆๆ บางอย่างใส่ไว้เพื่อโชว์อีโก้ของคนทำเท่านั้นเองครับ (อย่าคิดว่าเว็บใหญ่ๆจะไม่มั่วนะครับ ขนาดเว็บไซต์ของ Microsoft ยังโดนสับซะเละเลย!) ผมเลยกลับมาบล็อกที่ exteen เพราะรู้สึกสบายใจที่มี สนามเด็กเล่นประจำหมู่บ้าน แถมไม่ต้องดูแลเองอีกต่างหาก เพราะมี ผู้ใหญ่บ้าน คอยดูแลให้เป็นอย่างดี ก็คุณแชมป์บล็อกมาสเตอร์ของเรานั่นไงครับ (ผมไม่ได้เชลียร์นะ พูดจากใจจริงในฐานะคนทำงานเว็บคนหนึ่ง)

เอาล่ะ รู้สึกว่าจะนอกเรื่องไปไกลแล้ว พอดีกว่า... และตอนนี้ก็ถึงเวลากลับไปเคลียร์ขยะทั้งหลาย แล้วโยนมันทิ้งทะเลไปซะ เก็บเอาไว้แค่แก่นสารของมัน ต่อไปจะได้ไม่ต้องพายเรือข้ามเกาะอีก เพราะผมกำลังจะยกทัพไปตีแผ่นดินใหญ่ (ถ้าไม่จมลงก้นทะเลไปซะก่อนนะ ^^)

Back to Top

READ ENTRY

เปิดเรื่อง

ชายหนุ่มผมยาว หนวดเครารุงรัง กำลังพรมนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างไม่บันยะบันยัง ราวกับว่านี่คือวันสุดท้ายที่เขาจะได้ทำแบบนี้ เพราะสีหน้าของเขาไม่ค่อยสู้ดีนัก บวกกับอาการรีบเร่งพิมพ์ข้อความอย่างกระสับกระส่าย ทำให้ใครก็สังเกตได้ไม่ยาก ว่าเขากำลังเหนื่อยล้าและลนลาน ในหน้าจอคอมพิวเตอร์บ่งบอกว่า เขากำลังเขียนเนื้อหาบางอย่างลงในบล็อกส่วนตัว (ขอสงวนนาม ถ้าใครอยากรู้ จ่ายมา ๗๗ บาท แล้วจะบอก)

ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!

ทุกสิ่งหยุดชะงัก... แม้แต่ลมหายใจของชายหนุ่ม แต่ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเขียนเอ็นทรี่นี้ให้เสร็จ จิตไร้สำนึกจึงสั่งการให้มือขวาของร่างไร้วิญญาณนั้น จับเมาส์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์ไปยังปุ่ม "Publish" ก่อนจะรวบรวมพลังจักรวาลทั้งหมดมาไว้ที่ปลายนิ้วชี้ แล้ว คลิ๊ก! (ตนตรีกระหึ่มขึ้นทันใด ภาพตัดมาโคลสอัพที่ดวงตาเบิกโพลงของร่างไร้วิญญาณ)

โอ้... แม่เจ้า เขาตายไปแล้ว!!!!! (ใครไม่ตื่นเต้น ห้ามอ่านต่อ)

๗ วันต่อมา

ยังไม่มีคนอ่านบล็อกคนไหนรู้ว่าเขาตายไปแล้ว! เพราะเนื้อหาในบล็อกของเขายังคงอัพเตตทุกวัน (โอ้ว... น่ากลัวมั่กๆ) แม้แต่ตัวเขาเองก็เพิ่งระแคะระคาย ว่าตัวเองตายไปแล้วในวันที่ ๗ นี้เอง เขากลายเป็น ผีเฝ้าบล็อก ไปแล้วหรือนี่?

ด้วยรู้สึกอิจฉาคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาจึงร่ายคำสาปในแบบที่ผีมือใหม่ควรจะทำได้ นั่นคือ "ใครเข้ามาอ่านบล็อกนี้ ขอให้บ้าไปเลยยยยย โอม... เพี้ยง!" อย่าเพิ่งดูถูกคำสาปโง่ๆนี้ไป เพราะ...

๗ สัปดาห์ต่อมา

รัฐบาลไทยประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากโรงพยาบาลศรีธัญญาและสถานพยาบาลอาการสมอง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมหาศาลได้อีกต่อไป พร้อมทั้งมอบหมายให้ DSI เข้ามาสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง ของจำนวนผู้ป่วยทางจิตที่เพิ่มขึ้นผิดปกติอย่างน่าใจหาย (เวรกรรม... มันคิดว่าบล็อกมันดังขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?)

๗ เดือนต่อมา

DSI ซึ่งร่วมมือกับ FBI , CIA , KGB และ KFC! ได้ข้อสรุปว่า ๗๗% ของผู้ป่วยทางจิตที่เพิ่มขึ้น ในรอบ ๗ เดือนที่ผ่านมา เคยมีประสบการณ์ใช้อินเตอร์เน็ต และทุกคนล้วนเคยเข้ามาอ่านบล็อกแห่งหนึ่ง (ขอสงวนนาม ถ้าใครอยากรู้ จ่ายเพิ่มอีก ๗๗ บาท แล้วจะบอก) ซึ่งทราบในภายหลังว่า คนเขียนบล็อกแห่งนั้นได้ตายไปแล้ว ก่อนที่เอ็นทรี่สุดท้ายจะเขียนเสร็จถึง ๗ วัน! (OH MY GOD!)

ข่าวนี้ได้รับการตีพิมพ์ไปทั่วโลก และโด่งดังจนทุกวงการสั่นสะเทือน หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ๗๗ ภาคต่อ ชื่อว่า "The BLOG!" หรือชื่อภาษาไทยว่า "คำสาปบล็อกนรก!" และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็โกยรายได้ถล่มทลาย ๗๗๗ ล้านล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นสถิติตลอดกาลและตลอดไป พร้อมทั้งกวาดทุกรางวัลจากทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น ออสการ์ , ลูกโลกทองคำ , เทศกาลเมืองคานส์ , สุพรรณหงส์ทองคำ ฯลฯ (เว่อร์กว่านี้มีอีกมั้ย?)

๗ นาฬิกา ๗ นาที

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา มองเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ยังเปิดอยู่ เขาจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่า "ปวดกบาลฉิบหาย" เพราะเมื่อคืนดันเผลอหลับไป จนหน้าผากโขกกับแป้นพิมพ์อย่างจัง

...

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "จงเขียนบล็อกในขณะที่มีสติ(และมีชีวิตอยู่) ถ้าไม่มีอะไรจะเขียน ก็อย่าดันทุรังเขียน มันจะหลอกหลอนชาวบ้านเค้าเปล่าๆ" เฮ้อ... จบซะที

ปล. ที่เขียนมาทั้งหมดคือเรื่องจริงนะ แต่ไอ้คนเขียนมันโกหกทั้งเพ ดังนั้นไม่ต้องเชื่อนะจ้ะ ^^ และไอ้คนเขียนมันฝากมาบอกอีกว่า ถึงคราต้องพักสมองซีกขวา หันมาใช้สมองซีกซ้ายแล้ว เพราะได้เวลาทำมาหากิน แล้วจะกลับมาปลุกเสกบล็อกนี้อีกครั้งนะ อย่าหักโหมเขียนบล็อกกันมากนักล่ะ เป็นห่วง ^^

Back to Top

READ ENTRY

ผมดูหนังโป๊ครั้งแรกตอน ม.1

หลังจากดูครั้งนั้น ภาพมันยังติดตาอยู่เลย! วันนั้นผมแทบจะกินข้าวไม่ลง เพราะตกตะลึงใน ขนาด , ปริมาณ และ ความนัวเนีย โอ้ววว อะไรจะปานนั้น! ตอนนั้นผมโดดเรียนไปเล่นเกมบ้านเพื่อน ตอนกลางวันไม่มีผู้ใหญ่อยู่บ้าน ไอ้เพื่อนคนนั้นมันเลยเปิดวิดีโอของพ่อมันให้เราดู เปล่าครับ พ่อมันไม่ได้แสดงเอง! แต่นักแสดงเป็นคนหลากหลายเชื้อชาติและสีผิว และดูเหมือนจะไม่จำกัดเพศด้วยสิ นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้ว่า sex มันเป็นไปได้มากกว่าที่เราจินตนาการมากมายนัก คือ มีทั้ง ชายขาว-หญิงขาว-หญิงดำ-ชายดำ-ชายเหลือง-หญิงเหลือง ในฉากเดียวกัน (คิดเอาเองว่ามันนัวเนียขนาดไหน) กว่าจะทำใจได้และรู้ว่ามันคือการแสดง ก็หลังจากนั้นอีกหลายปี จนทุกวันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว (แต่ผมยังไม่เคยดูแบบ คนกับสัตว์ นะครับ)

ใครจะบอกว่าผมโกหกก็ได้ แต่ผมไม่ชอบดูหนังโป๊แบบฮาร์ดคอร์จริงๆนะ ไอ้ประเภทมาถึงก็โช้ะกันไม่ยั้งเนี่ย มันขาดสุนทรียภาพไปหน่อย (รสนิยมทางเพศสำหรับผม ต้องมีจินตนาการเป็นส่วนประกอบสำคัญครับ ดูตัวอย่าง ภาพหัวบล็อกของคุณ pisces สิ แม้ผมจะยังไม่นิยมเพศเดียวกัน แต่ภาพนั้นก็ทำให้มองเห็นความงามของผู้ชายนะครับ) และผมก็ไม่ใช่นักสะสมหนังโป๊หรือหนังสือโป๊นะครับ เพราะไม่เคยซื้อเลยซักเรื่อง ยืมชาวบ้านก็ไม่เคยเหมือนกัน (แต่พักหลังหาได้ไม่ยากในอินเตอร์เน็ต) อันที่จริงผมแทบจะไม่ได้ดูหนังโป๊เลยด้วยซ้ำ หมายถึง หนังที่มีจุดประสงค์หลักเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศโดยเฉพาะ จะแก้ผ้าหรือไม่แก้ผ้า ผมก็ถือเป็นหนังโป๊ ถ้ามันมุ่งกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางนั้น แต่หนังบางเรื่องที่แก้ผ้าเกือบทั้งเรื่องและมีฉากร่วมเพศแบบชัดเจน อย่าง Intimacy หรือ 9 Songs ผมไม่ถือว่าเป็นหนังโป๊นะ แต่เป็นหนังชีวิตที่เล่าเรื่องผ่านการมีเซ็กซ์

ผมพูดถึงเรื่องโป๊ๆทำไม?

เพราะมันเป็นอุตสาหกรรมที่โตเอาโตเอา ไม่มีวันเหี่ยวแน่นอน (Sex Industry Never Die!)

  • ทุกๆวินาที เงิน $3,075.64 ถูกใช้ในงานโป๊เปลือย (Pornography)
  • ทุกๆวินาที ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 28,258 คน กำลังดูภาพโป๊เปลือย
  • ทุกๆวินาที ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 372 คน กำลังค้นหาสิ่งที่เกี่ยวกับเซ็กซ์
  • ทุกๆ 39 นาที จะมีหนังโป๊ถูกผลิตออกมาที่สหรัฐอเมริกา

( ผมขอแปล Pornography ว่า โป๊เปลือย นะครับ เพราะมันฟังดูมีอคติน้อยกว่าคำว่า ลามกอนาจาร )
[ ที่มา : ลองเข้าไปดูสถิติอื่นๆที่น่าสนใจได้ครับ เพราะมันเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่า Microsoft + Google + Amazon + Ebay + Yahoo! + Apple รวมกันซะอีก!]

 

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะไปทางไหน เรื่องเซ็กซ์จะนำมันมาปรับใช้ได้เสมอ เช่น หนังโป๊ก็เกิดขี้นทันทีพร้อมๆกับการมีกล้องถ่ายภาพยนตร์ [ ที่มา ] หรือ เว็บโป๊ก็เหมือนกันมันก็เกิดหลังอินเตอร์เน็ตไม่นาน หมายความว่า เราห้ามมันไม่ได้หรอก แม้รัฐบาลไทยจะบล็อคเว็บไซต์ไปแล้วกว่า 35,000 เว็บ [ ที่มา ] แต่มันยังมีอีกมากกว่า 400 ล้านเว็บเพจให้เลือกดู!

เมื่อเป็นแบบนี้... ควรจะปล่อยหรือ?

ในความเห็นของผม ไม่ควรปล่อย และก็ไม่ควรบล็อคครับ เพราะผมรู้สึกว่าการบล็อค ยิ่งกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ ว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงห้าม เหมือนที่ผมยกตัวอย่างของตัวเองและเพื่อน ที่ต้องแอบดูหนังโป๊ตอนผู้ใหญ่ไม่อยู่ ก็เพราะเราอยากรู้ว่าทำไมเค้าถึงห้ามดู ผมก็นึกไม่ออกหรอกนะว่าต้องแก้ปัญหานี้ยังไง แต่ถ้าตอนที่ผมดูหนังโป๊ครั้งแรก แล้วมีใครซักคนที่โตแล้วคอยอธิบายว่า มันคือการแสดงที่เกินกว่าปกติ เหมือนหนังแอคชั่น ที่พระเอกนางเอกโคตรเก่งนั่นแหละ จากนั้นผมก็คงมองว่าเซ็กซ์ของคนทั่วไปเป็นเรื่องปกติ แต่เด็กส่วนมากไม่เคยมีผู้ใหญ่คอยอธิบายเรื่องนี้จริงไหม? เราเลยมองกันว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องน่ารังเกียจ เป็นเรื่องลามก เป็นเรื่องสกปรก แต่ผู้ใหญ่ก็ทำกันแทบทุกวัน

ผมคิดว่าการที่เราปิดกั้นเรื่องเพศ แล้วไม่รู้ว่าเด็กไปเรียนรู้กันเองแบบไหน ถือเป็นบ่อเกิดของอคติทางเพศในวัฒนธรรมของเราเลยนะ ผู้ชายบางคนจะมองผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ เพราะเห็นตัวอย่างจากหนังโป๊ (หรือการแสดงนั่นแหละ) ที่ให้ผู้ชายเป็นฝ่ายกระทำหรือเหนือกว่า ผมคิดว่าคนที่ติดหนังโป๊ ไม่ต่างจากคนที่บ้าสงครามเลยนะ คือ ไม่ได้ดูเอาเนื้อเรื่องน่ะ แต่ดูเอามันอย่างเดียว ซึ่งมันทำให้เรามองข้ามรายละเอียดในชีวิตจริงไปหลายอย่าง และมีแนวโน้มที่จะทำให้เรามองคนเป็นแค่วัตถุ (อย่างเช่นกรณีสาดกระสุนในโรงเรียนที่อเมริกา ผมว่าหนังบู๊มีส่วนต่อจินตนาการของคนที่ลงมือนะ หนังที่พูดถึงประเด็นนี้ได้น่าสนใจ คือ Elephant ของ Gus Van Sant ครับ)

สรุปว่า ถ้าผมมีลูก แล้ววันนึงมันถามว่า "พ่อๆ หนังโป๊เป็นยังไง?" ผมจะเปิดแล้วนั่งดูกับมันเหมือนหนังการ์ตูน! แล้วค่อยอธิบายว่า "ตอนนี้เอ็งไม่ต้องรีบทำแบบเค้านะไอ้หนู ใจเย็นๆ พอเอ็งโตเป็นผู้ใหญ่ เดี๋ยวเอ็งก็ได้ทำแบบเค้า เพราะมันเป็นเรื่องปกติ แต่คงไม่ยิ่งใหญ่อลังการเหมือนในหนัง เพราะที่เราดูน่ะ มันคือการแสดง"

ปล.1 หนังโป๊เป็นคนละประเด็นกับพวกคลิ๊ป "แอบถ่าย" นะครับ อันนั้นผมขอประณามว่า มันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลที่เลวร้ายทีี่สุด! ผมไม่ดูคลิ๊ปพวกนั้น แต่ถ้าใครดู ก็อย่าไปด่าคนที่อยู่ในคลิ๊ปนะครับ เค้าจะมีเซ็กซ์กับใครมันก็เรื่องของเค้า อย่าเอามาตรฐานศีลธรรมปลอมๆไปด่าคนอื่น ควรประณามคนที่เอามาเผยแพร่และคนดูมากกว่า!

ปล.2 ผมไม่รู้นะครับว่า เพศอื่นรู้สึกยังไงกับหนังโป๊ ที่เขียนมาเป็นแค่มุมมองของคนที่มีเพศสภาพเป็นผู้ชายคนหนึ่งนะครับ ถ้าผู้ชาย , ผู้หญิง , เกย์ , เลสเบี้ยน , อดีตผู้ชาย และอดีตผู้หญิง ท่านใดช่วยเสนอมุมมองจะดีมากเลยครับ

เพิ่มเติม

มีหนังแนะนำครับ พอดีนึกขึ้นได้ว่าสมัยเรียนวิชาสตรีศึกษา(Feminism) เคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่องนึงชื่อว่า Ai No Corrida (in the Realm of the Senses) กำกับโดย Nagisa Oshima ซึ่งคลาสสิกโคตรๆ (ถ่ายทำกันตั้งแต่พวกเรายังไม่เกิด ปี 1976 และยุคนั้นยังไม่มีหนัง AV เลยมั้ง) เรื่องนี้ให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายกระทำ แล้วเธอก็เล่นซะทุกรูปแบบ เท่าที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์จะเข้าถึงดินแดนของเซ็กซ์ได้ และตอนจบผมเดาว่า คนดูแทบทุกคนต้องช็อคและฝ่อ! เพราะมันทรมานใจสุดๆ หนังเรื่องนี้มีเค้าโครงจากเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งญี่ปุ่นกำลังสร้างกองทัพให้เกรียงไกร บางคนถึงกับตีความว่ามันเป็นหนังการเมืองด้วยซ้ำ เพราะ Oshima เคยเรียนกฎหมาย และต่อต้านระบบเซ็นเซอร์ของรัฐบาลญี่ปุ่น (ปี 1976) ตอนนั้นมันถูกแบนในญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ แต่ต่อมาวงการศิลปะภาพยนตร์ก็ลงความเห็นว่า มันไม่ใช่หนังโป๊ครับ แถม Oshima ยังได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้กำกับเพียงไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่กล้า(และบ้า)พอที่จะทำหนังแบบนี้ได้! [ ที่มา ]

Back to Top

GiBB☯ View my profile